top of page
  • รูปภาพนักเขียนFeminista

" ระบบชายเป็นใหญ่"คืออะไรนะ?


ระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) หรือภาษาไทย แปลว่า ปิตาธิปไตย


อธิบายอย่างย่อๆ คือระบบที่เอื้อให้กับเพศชาย ไม่ว่าจะเป็นในฐานะพ่อ สามี ลูกชาย หรือผู้นำในชุมชน สถาบัน นั้นๆ สามารถมีอำนาจและสิทธิเหนือกว่าเพศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ศาสนา การตัดสินใจต่างๆในชีวิตประจำวัน รวมถึงการให้คุณค่า การยกย่องเชิดชู ความเป็นชายของบุคคลและสังคมนั้นๆ


ลักษณะของระบอบชายเป็นใหญ่



ค่านิยมลูกผู้ชายดีที่สุด หรือ Male Child Preference


ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย ทารกเพศชาย ก็ยังเป็นที่นิยมกว่าทารกเพศหญิงในหลายๆสังคมและวัฒนธรรม

เช่น ในประเทศอินเดีย ถ้าทารกเป็นเพศหญิง หลายครอบครัวเลือกที่จะทำแท้งเอาเด็กออก ในวัฒนธรรมจีน การเกิดมาเป็นเพศชาย ก็จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยสืบสกุลหรือในบางสังคม ก็มีจะมีการฝังทารกเพศหญิงทั้งเป็น


ในอินเดียจึงต้องมีการรณรงค์ไม่ฆ่าทารกเพศหญิง โดยมีการวาดรูปไว้ตามผนังกำแพงต่างๆ สื่อถึงความสำคัญของเด็กผู้หญิง แต่บางครั้งก็ยังมีการรณรงค์แบบผิดๆอยู่เหมือนกัน เช่น เคยมีการเขียนว่า ถ้าให้เด็กผู้หญิงรอดชีวิต โตขึ้นมา เด็กคนนั้นก็จะได้มาช่วยทำโรตี ทำงานบ้านให้คนในครอบครัว กลายเป็นการมอบบทบาทหน้าที่รับใช้คนในบ้านให้เด็กผู้หญิงแทนที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียม กับยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศมากยิ่งขึ้น


ผู้ชายในฐานะผู้นำ Male leader หรือ Bread Winner


พอโตขึ้นมาหน่อย เด็กๆผู้ชายก็จะถูกสอนให้ต้องเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมีอำนาจในการตัดสินใจแทนคนอื่นๆ เช่น ถ้าเป็นผู้นำกลุ่มนักเรียน ก็ต้องเข้มแข็ง ห้ามแสดงความอ่อนแอ ต้องเป็นคนปกป้องผู้หญิง


และถ้าโตขึ้นมาจนแต่งงานมีครอบครัว ก็ต้องทำงานหาเงิน เลี้ยงดูครอบครัว หรือถ้าในสายของศาสนา ผู้ชายเท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำทางศาสนา เป็นนักบวช เป็นศาสดา หรือในชุมชน ผู้ที่สามารถเป็นผู้นำชุมชนได้ ก็ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น


เมื่อผู้ชายถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำ ผลกระทบในแง่ลบที่ตามมาคือ เมื่อไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้ การเก็บอารมณ์ไว้ก็ทำให้ผู้ชายมีภาวะเครียด ซึมเศร้า หรือถึงขั้นฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะถ้าผู้ชายคนไหนประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ หรือผู้ชายที่ไม่ได้อยากไปเกณฑ์ทหาร แต่ถูกบังคับ ถ้าหนีทหารก็ถูกลงโทษหรือถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลมาจากบทบาทการเป็นผู้นำที่ระบบชายเป็นใหญ่ครอบงำไว้ทั้งสิ้น


สิทธิทางด้านการเมืองและ เศรษฐกิจ


เรื่องที่เห็นชัดๆเลย เช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิง มีจำนวนน้อยกว่าผู้ชายมากถ้าเทียบกับสัดส่วนทั่วโลก กว่าจะได้ผู้นำหญิงมาเป็นผู้นำ ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และพอได้มาแล้ว ก็มักจะถูกโจมตีด้วยเรื่องเพศหรือความเป็นผู้หญิงอยู่เสมอ สมัยยุคแรกเริ่มของการเรียกร้องสิทธิสตรี แม้กระทั่งการเลือกตั้ง ผู้หญิงยังไม่สามารถใช้สิทธิได้ ตอนนี้ถือว่าพัฒนามาไกลมากๆ


และถ้าพูดในด้านเศรษฐกิจ ผู้ชายมักได้รับค่าแรงมากกว่าผู้หญิงในงานลักษณะเดียวกัน หรือบางงาน ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงไม่สามารถทำได้ เพราะนายจ้างกังวลเรื่องการแต่งงาน การลาคลอด ดังนั้นจึงเลือกผู้ชายเข้าทำงานมากกว่า และการเลื่อนขั้นตำแหน่งงาน ผู้ชายก็มักจะได้รับโอกาสมากกว่าผู้หญิงด้วยเหตุผลนี้เช่นเดียวกัน


บทบาททางเพศ


เนื่องจากระบบชายเป็นใหญ่หล่อหลอมให้ผู้ชายเชื่อในความเป็นผู้นำของตนเอง และมองเพศหญิงด้อยกว่า ดังนั้น เรื่องบทบาททางเพศของผู้ชาย จึงสัมพันธ์กับวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ เช่น การภาคภูมิใจในอวัยวะเพศของตนเอง การต้องเป็นผู้นำในทุกเรื่อง การมีอำนาจเหนือเพศหญิง


ดังนั้นเราจะเห็นวัฒนธรรมการข่มขืนเกิดขึ้นในทุกๆที่ หรือการคุกคามทางเพศ ซึ่งในปัจจุุบันเกิดเป็นกระแสต่อต้านการคุกคามทางเพศขึ้นทั่วโลก ตัวอย่างที่น่าสะเทือนใจ คือการที่บางสังคม อนุญาตให้ผู้กระทำการข่มขืน แต่งงานกับเหยื่อที่ตัวเองข่มขืนได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย หรือการที่ผู้ชายสามารถแต่งงานกับเด็กผู้หญิงได้ด้วยการได้รับการยอมรับจากทั้งทางกฎหมายและศาสนาหรือวัฒนธรรมนั้นๆ บางประเทศ บางสังคม โดยเฉพาะสังคมชนเผ่า เด็กผู้หญิงอายุแค่เก้าขวบ ก็อาจถูกบังคับให้แต่งงานแล้ว


ตัวอย่างที่ยกมา ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งการที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะโตมาใช้ความรุนแรงกับคนอื่นๆได้ ล้วนถูกบอกถูกสอนและหล่อหลอมมาจากสถาบันต่างๆรอบตัว เริ่มตั้งแต่ที่บ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน สื่อวัฒนธรรม จารีตประเพณี ศาสนา ที่ระบบชายเป็นใหญ่ได้ถูกฝังเอาไว้และถ่ายทอดผ่านสถาบันเหล่านี้


ไม่เพียงแต่เพศหญิงหรือเพศหลากหลายที่ได้รับผลกระทบจากระบบชายเป็นใหญ่ อย่างที่บอกว่า ผู้ชายจำนวนมากก็อยู่ภายใต้ระบบนี้เช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างคือ ผู้ชายจำนวนมากได้รับอภิสิทธิ์ในความเป็นผู้ชายและสามารถใช้อำนาจนั้นในการกดขี่คนอื่น จึงต้องการรักษาระบบนี้ไว้ ในขณะที่ผู้ชายบางส่วน ที่ไม่สามารถเป็นผู้ชายอย่างที่สังคมคาดหวัง ก็ได้รับผลกระทบต่างๆกันไป เช่น ผู้ชายที่รักเพศเดียวกัน ถูกไล่ออกจากบ้าน ถูกสังคมรังเกียจ หรือผู้ชายที่เลี้ยงดูครอบครัวไม่ได้ ตัดสินใจฆ่าตัวตาย


และแน่นอนว่า ทุกๆเพศสามารถรับเอาวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่เข้ามาในตัวด้วย เพราะว่าทุกคนโตมากับระบบนี้ การจะออกจากระบบก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงจำนวนมาก กลายมาเป็นตำรวจศีลธรรมคอยตรวจตราผู้หญิงด้วยกันเอง ทั้งในเรื่องการแต่งกาย เรื่องทางเพศ ความเป็นแม่เป็นเมียที่ดี


หรือการที่กลุ่มคนรักเพศเดียวกันบางส่วน ไม่สามารถยอมรับวิถีทางเพศอื่นๆที่ต่างไปจากตน เช่น เกย์เกลียดกะเทย เพราะมองว่าตัวเองมีความเป็นผู้ชายมากกว่า หรือการที่เกย์กลุ่มหนึ่งออกมาบอกให้เกย์อีกกลุ่มทำตัวให้เรียบร้อย ไม่ขัดแย้งกับค่านิยมหรือศีลธรรมอันดีของสังคม


สรุปอย่างสั้นๆในตอนนี้ได้ว่า ระบบชายเป็นใหญ่นั้น อยู่ในโครงสร้างทางสังคมของเรา เป็นระบบที่เอื้อให้เพศชายมีอำนาจและใช้อำนาจนั้นเหนือคนกลุ่มอื่นๆ รวมไปถึงตัวเพศชายเองที่ได้รับผลกระทบจากวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่


ดังนั้น คำว่า “ชายเป็นใหญ่” จึงไม่ได้หมายถึงผู้ชาย ในฐานะบุคคล แต่หมายถึงวิธีคิดหรือแนวคิดที่ให้อำนาจกับผู้ชายมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆนั่นเอง




ดู 40,982 ครั้ง1 ความคิดเห็น
bottom of page