• Feminista

Feminista Perspective: ประชาธิปไตยคือความหลากหลายและ LGBTIQไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว





ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อถกเถียงทางสังคมเกี่ยวกับกฎหมายเพื่อการสมรสเท่าเทียมได้ถูกนำมาเป็นประเด็นในการพูดคุยกันในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง เมื่อพรรคก้าวไกล เปิดให้ประชาชนเข้าไปร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อการแก้ไขให้คู่รักเพศเดียวกันได้จดทะเบียนสมรสโดยใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เทียบเท่ากับคู่รักชายและหญิงต่างเพศ


หลังจากที่เปิดรับข้อคิดเห็นจากประชาชนเพียงไม่นาน กระแสแฮชแท็ก #สมรสเท่าเทียม ในทวิตเตอร์ ได้ขึ้นสู่อันดับหนึ่ง ประชาชนเข้าไปให้ความเห็นกันจากหลักพันเป็นหลักหมื่น มีการพูดคุยและสนับสนุนร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกล และมีการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นสีรุ้งพร้อมกับคำว่าสมรสเท่าเทียม กระแสนี้กำลังเป็นที่พูดถึงกันไปทั่วโซเชียลมีเดีย แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 8 กรกฎาคม คณะรัฐมนตรีมีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ซึ่งเป็นฉบับที่มาจากกระทรวงยุติธรรม มีการเสนอข่าวในสื่อแทบทุกสื่อว่า ครม. ประกาศผ่านร่างนี้เสมือนว่าประกาศใช้เรียบร้อยแล้ว สื่อบางสื่อนำคำว่าสมรสเท่าเทียมไปใช้กับ ตัว พ.ร.บ.คู่ชีวิต สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก เสนอข่าวแสดงความยินดีกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในไทยประหนึ่งว่าประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว


ภาพข่าวจาก CM108.com


การเสนอข่าวที่คลุมเครือนี้ ทำให้นักกิจกรรมด้านความหลากหลายทางเพศออกมาทำความเข้าใจกับสังคมว่าตัว พ.ร.บ. คู่ชีวิตที่ ครม.ประกาศนั้นไม่ใช่ร่างเดียวกับของพรรคก้าวไกล และมีความแตกต่างในสาระสำคัญหลายประการ พรรคก้าวไกลออกมาแถลงการณ์ในวันเดียวกันนั้นว่า ร่างพ.ร.บ.ของพรรคก้าวไกลเป็นคนละฉบับกับ พ.ร.บ.คู่ชีวิต ทำให้สังคมถกเถียงกันว่า ตกลงแล้วประชาชนควรสนับสนุนร่างฉบับไหนกันแน่


การนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อนนำมาสู่ความขัดแย้งทางความคิด


หลังจากที่มีข่าวว่า พ.ร.บ คู่ชีวิตกำลังจะผ่านในรัฐบาลชุดนี้ กระแสการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในวันเดียวกันนั้น รายการ Daily Topics ซึ่งดำเนินรายการโดย จอห์น วิญญู ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBTIQ โดยในรายการมีการกล่าวคำพูดที่กลายเป็นข้อถกเถียงในเวลาต่อมา เช่นคำว่า “ถ้าสิทธิของคนทั่วไปยังไม่มาเนี่ย สิทธิของ LGBTIQ ก็ไม่น่าจะมาก่อน” ซึ่งหลายคนตีความว่าประโยคนี้กำลังหมายถึงการแยกกลุ่ม LGBTIQ ออกจากความเป็นพลเมืองทั่วไป และไม่ควรได้รับสิทธิเท่ากับชายหญิงรักต่างเพศ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประโยคเช่น "LGBTIQ ออกมาเย้วๆเรียกร้องกฎหมายนี้ แต่ไม่สนใจเรื่องอื่นๆ" "เรียกร้องเปลืองน้ำลายอยู่ในเน็ตไม่เกิดอะไรถ้าไม่ออกไปข้างนอก" หรือ "สิทธิของกลุ่ม LGBTIQ จริงๆควรจะมาทีหลังด้วยซ้ำ" และอีกหลายความเห็นที่แสดงออกมาในทำนองตำหนิสั่งสอนว่า LGBTIQ ควรจะเรียกร้องอย่างไร และมีโทนเสียงไปในทางต่อว่า ว่า LGBTIQ ที่เรียกร้อง พ.ร.บ. คู่ชีวิตนั้น เป็นกลุ่มที่ไม่เคยสนับสนุนประชาธิปไตย


ทันทีที่รายการออกอากาศ กลุ่ม LGBTIQ ในทวิตเตอร์ที่สนับสนุนร่าง แก้ไข ปพพ ของพรรคก้าวไกล ได้วิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่จอห์น พูดในรายการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบอกว่ากลุ่ม LGBTIQ ไม่สนับสนุนประชาธิปไตย การแบ่งแยกสิทธิในการสมรสของกลุ่ม LGBTIQ เป็นสิทธิของคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป จนกระทั่งรายการได้ตั้งค่าให้วีดีโอเป็นส่วนตัว ไม่สามารถเข้าไปชมได้อีกต่อไป เมื่อเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หลายคนใช้อารมณ์ในการด่าทอ และหลายคนพยายามอธิบายและโต้แย้ง แต่จอห์นเลือกที่จะตอบกลับด้วยอารมณ์และการประชดประชันเช่นกัน และในท้ายที่สุด เขาตัดสินใจจัดรายการในวันต่อมา และกล่าวขอโทษต่อกลุ่ม LGBTIQ ที่ได้พูดจาในลักษณะตำหนิสั่งสอน รวมไปถึงท่าทีที่ไม่เหมาะสม


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นอาฟเตอร์ช็อกตามมาจากการจัดรายการครั้งนี้ ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดต่อไปเรื่อยๆ เมื่อมีการเริ่มแบ่งฝ่ายออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่เข้าใจสิ่งที่จอห์นพูดในรายการ ว่าเป็นการวิพากษ์กลุ่ม LGBTIQ ที่สนับสนุนพรบคู่ชีวิตซึ่งออกโดยฝ่ายรัฐบาล และเป็นการวิพากษ์ไปยังกลุ่ม LGBTIQ ที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่สนใจเพียงสิทธิของตัวเอง และอีกกลุ่มคือคนที่อยู่ฝ่ายสนับสนุนการแก้ไข ปพพ. ของพรรคก้าวไกล และเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิด้านอื่นๆในแพลทฟอร์มทวิตเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคนกลุ่มหลังนี้ตอบรับคำขอโทษของจอห์น วิญญู และได้มีความพยายามแก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องพ.ร.บ. คู่ชีวิต โดยใช้แฮชเท็ก #ไม่เอาพรบคู่ชีวิต มาขับเคลื่อนต่อภายในวันเดียวกัน


แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้งทางความคิดระลอกสอง เมื่อบทความ “การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน: จากจูบกลางสภา สู่ พ.ร.บ.คู่ชีวิต และการสู่ขิตของ จอห์น วิญญู” โดย ณัฐ วิไลลักษณ์ ได้เผยแพร่ในวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเว็บไซต์ Way Magazine ซึ่งในเนื้อหาของบทความ มีลักษณะของการตำหนิ สั่งสอน กลุ่ม LGBTIQ ที่เรียกร้องกฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. คู่ชีวิตหรือร่างแก้ไข ปพพ.โดยพรรคก้าวไกล แม้ว่าเนื้อหาของบทความจะพยายามชี้ให้เห็นปัญหาของการเรียกร้องกฎหมายภายใต้รัฐบาลเผด็จการและไม่เป็นประชาธิปไตย รวมไปถึงปัญหาของการออกมาวิพากษ์วิจารณ์จอห์น วิญญู แต่ตัวบทความมีการเลือกใช้ประโยคที่ค่อนข้างมีปัญหาในการสื่อสาร ดังเช่นย่อหน้านี้


“สิ่งนี้สะท้อนว่าสังคมไทยยังขาดทักษะการวิพากษ์วิจารณ์และยังคงหลงประเด็นอยู่ตลอดเวลา และยังเป็นการหลงประเด็นที่ฟ้องว่า LGBTQ+ กำลังถูกสถาปนาให้เป็นสถาบันที่มีความยิ่งใหญ่เหลือเกิน แตะต้องไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้


ซึ่งขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานในการทำความเข้าใจเรื่องเพศที่มุ่งเน้นให้สังคมถกเถียงเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันของทุกคนในสังคม และหากเราแบ่งแยกได้ว่าสิ่งไหนเรียกว่าวิพากษ์วิจารณ์และสิ่งไหนเรียกว่าเหยียด คำพูดแค่นี้ของจอห์นคงไม่น่ามีปัญหา ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ ภูมิคุ้มกันที่ว่าด้วยเรื่อง LGBTQ+ ในไทยเราต่ำขนาดนั้นเลยหรือ?”


จากข้อความดังกล่าว จึงส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อบทความนี้ว่าเป็นบทความที่มีอคติต่อกลุ่ม LGBTIQ โดยเฉพาะการระบุว่าคนกลุ่มนี้แตะต้องไม่ได้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงคนกลุ่มนี้ถูกเลือกปฏิบัติมาโดยตลอดทั้งทางสังคมและกฎหมาย รวมไปถึงการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียนด้วยมุกตลกต่างๆในชีวิตประจำวัน บทความดังกล่าวถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียทั้งบนเฟซบุคและทวิตเตอร์ และนำมาสู่การแบ่งฝ่ายออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่เห็นด้วยกับบทความนี้และกลุ่มที่เห็นว่าบทความนี้มีปัญหา


ทั้งหมดนี้คือ Timeline ในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสของกลุ่ม LGBTIQ ซึ่งนอกเหนือจากกรณีของจอห์น วิญญู ยังมีบุคคลที่มีสถานะทางสังคมอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสิทธิในการสมรสของกลุ่ม LGBTIQ ครั้งนี้ แต่บทความนี้ไม่ได้ต้องการอธิบายปัญหาทางความคิดของตัวบุคคล แต่อยากชวนมาดูว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างนั้น เบื้องหลังของความคิดแต่ละกลุ่มมีปัจจัยแวดล้อมอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน และการสื่อสารที่ผิดฝาผิดตัวของคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBTIQ ในครั้งนี้


บริบททางประวัติศาสตร์ของกลุ่ม LGBTIQ ต่อ พ.ร.บ. คู่ชีวิต


ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พ.ร.บ. คู่ชีวิต ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ในช่วงที่ประเทศไทยมีการรัฐประหาร ถูกปกครองโดยรัฐบาล คสช. มีความพยายามจะผลักดัน พ.ร.บ. คู่ชีวิตโดยผ่านทาง สนช. มาแล้ว และการพยายามผลักดัน พ.ร.บ. คู่ชีวิตในครั้งนั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในระหว่างนักกิจกรรมด้านความหลากหลายทางเพศที่พยายามผลักดันกฎหมายนี้ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังเผชิญกับการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม นักกิจกรรมทางการเมืองถูกไล่ล่าจนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ในขณะที่กลุ่ม LGBTIQ บางกลุ่มสนับสนุนการรัฐประหาร ออกไปเป่านกหวีดล้มการเลือกตั้ง การเรียกร้องของกลุ่ม LGBTIQ ในเรื่องพ.ร.บ.คู่ชีวิต ณ ขณะนั้นจึงถูกตั้งคำถามว่ามองไม่เห็นสิทธิของคนกลุ่มอื่น และสนใจแต่สิทธิของตัวเอง จากกรณีนั้นนักกิจกรรมด้านความหลากหลายทางเพศได้แตกออกเป็นฝั่งที่สนับสนุนประชาธิปไตยและไม่สนับสนุนประชาธิปไตยและมีข้อโต้แย้งกันมาโดยตลอด


ผ่านมาหลายปี พ.ร.บ. คู่ชีวิต ฉบับดังกล่าวไม่ได้มีการพูดถึงในสังคม แต่การผลักดันร่างแก้ไข ปพพ.1448 ได้กลายมาเป็นแนวทางใหม่ของนักกิจกรรมเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ โดยมีการก่อตั้งกลุ่ม แก้ไขปพพ.1448 เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการสมรสเท่าเทียม ที่นำโดย ส.ส. ของพรรคก้าวไกล และได้รับการตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก ดังนั้นบริบทของการต่อสู้เพื่อการสมรสเท่าเทียมในหลายปีก่อนที่จะมีการเลือกตั้งและมีกระบวนการหรือกลไกของรัฐสภา มี สส. พรรคฝ่ายค้ายเข้าไปเสนอกฎหมาย ไม่ใช่บริบทของการอยู่ภายใต้อำนาจเต็มของ คสช. อีกต่อไป แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินก็ตาม แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการเรียกร้องกฎหมายนั้นสามารถทำได้มากขึ้น เช่นเดียวกับที่มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. หลายฉบับของพรรคก้าวไกล อาทิ ร่าง พ.ร.บ. เกณฑ์ทหาร หรือ พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า รวมไปถึง พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน ที่กำหนดให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต้องได้ไม่เกิน 30 วัน ของ ส.ส.รังสิมันต์ จากพรรคก้าวไกล และ พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน ฉบับประชาชนที่องค์กรสิทธิพยายามผลักดันให้เข้าสู่สภา รวมไปถึงการที่ภาคประชาสังคมเข้ายื่นกมธ. เด็ก สตรีฯ ยกเลิก กม.เอาผิดฐานทำแท้ง มาตรา 301 ด้วย


จะเห็นได้ว่าภายใต้กลไกรัฐสภาปัจจุบันที่มีอยู่ ได้มีการพยายามเรียกร้องให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกณฑ์ทหาร ซึ่งผลต่อพลเมืองเพศชายโดยกำเนิด สิทธิเสรีภาพในการดื่มสุรา ของนักดื่ม หรือการป้องกันการซ้อมทรมานอุ้มหาย ของนักกิจกรรมที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง และการเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายเอาผิดการทำแท้ง ซึ่งส่งผลต่อกลุ่มผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม การเคลื่อนไหวทางด้านกฎหมายเหล่านี้ ล้วนเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันเป็นสิทธิของพลเมือง ดังนั้นการออกมาตั้งคำถามกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBTIQ ว่าเป็นการเรียกร้องที่ไม่คำนึงถึงสภาพสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็อาจต้องตั้งคำถามกับคนกลุ่มอื่นที่ออกมาเรียกร้องสิทธิของกลุ่มตัวเองด้วยหรือไม่?


อย่างไรก็ดี คำถามต่อไปที่ผู้เขียนอยากชวนคิดต่อ คือกลุ่ม LGBTIQ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในกระบวนการเคลื่อนไหวและข้อเรียกร้องเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีความเหมือนหรือแตกต่างกัน เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่


กลุ่ม LGBTIQ ไม่ได้มีกลุ่มเดียวหรือคิดเห็นเหมือนกันท้้งประเทศ


หากจะจำแนกกลุ่มของ LGBTIQ ในสังคมไทยออกจากกันเพื่อให้เห็นภาพของความขัดแย้งในตอนนี้ ผู้เขียนเห็นว่าในสังคมไทยมี LGBTIQ ชนชั้นกลางขึ้นไป ที่ไม่สนใจสังคมด้านอื่นๆ ไม่สนใจสิทธิของคนกลุ่มอื่น ไม่เคยสนับสนุนประชาธิปไตย แต่อยากได้กฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม


มี LGBTIQ ที่สนใจสังคมด้านอื่นๆ ร่วมเรียกร้องขับเคลื่อนประชาธิปไตยและสิทธิทางการเมืองและหลายคนได้รับผลกระทบจากการไม่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม และอาจจะเป็นชนชั้นกลางล่างหรือชนชั้นล่าง หรือบางคนอาจไม่ได้ต้องการกฎหมายนี้ แต่ร่วมเรียกร้องเพื่อให้กลุ่ม LGBTIQ ที่ต้องการได้รับสิทธิ


นอกจากนี้ก็มี LGBTIQ ที่ไม่เอากฎหมายสมรสเท่าเทียม แล้วมองว่า LGBTIQ กลุ่มอื่นๆก็ไม่ควรเรียกร้องสิทธิด้วย เป็นกลุ่มที่ไม่อยากแต่งงานและอยู่ได้สบายดีถ้าไม่แต่งงาน เป็น LGBTIQ ที่มีสถานะทางสังคม ไม่ว่าจะโดยการเป็นคนที่มีชื่อเสียงจากอาชีพการงานหรือเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยสามารถจัดการปัญหาระหว่างการใช้ชีวิตคู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพากฎหมาย ไม่ยอมอยู่ภายใต้กฎหมายหรือการควบคุมโดยรัฐ หรือบางคนเป็นคนโสดและไม่คิดเรื่องการใช้ชีวิตแบบสองคนเหมือนคู่รักต่างเพศ


ปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นความทับซ้อน เพราะเสียงของ LGBTIQ ชนชั้นกลางขึ้นไปถูกรับฟังและเสียงดังกว่าและไปกลบเสียงของ LGBTIQ ในชนชั้นอื่น หรือ LGBTIQ ที่ได้รับผลกระทบจากการไม่มีกฎหมายนี้ สังคมเลยเห็นแต่การถกกันบนยอดภูเขาน้ำแข็งที่ซึ่ง LGBTIQ ชนชั้นกลางฝ่ายที่เอากับไม่เอากฎหมายนี้ต่อสู้กันอยู่


หลายคนเข้าใจว่าทุกวันนี้ชีวิตของกลุ่ม LGBTIQ ในสังคมไทยโอเคแล้ว ได้รับการยอมรับ และดูจะเสียงดังด้วยซ้ำ ดูไม่มีปัญหาเดือดร้อนอะไร ไม่มีกฎหมายลงโทษแบบประเทศอื่น ที่มองเห็นแบบนี้ก็เพราะสิ่งที่เห็นนั้นเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งจากกลุ่ม LGBTIQ ชนชั้