อวยพร เขื่อนแก้ว กระบวนกรเฟมินิสต์ นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม “พุทธ เฟมินิสต์ และการทำแท้ง"


คุยกับอวยพร เขื่อนแก้ว กระบวนกรเฟมินิสต์ นักต่อสู้เรื่องความเป็นธรรมทางสังคม

เรื่อง “พุทธ เฟมินิสต์ และการทำแท้ง”

จากรายการทำแท้งทอล์ค ep 6 เสาร์ที่ 22 พ.ค.64 เพจ คุยกับผู้หญิงที่ทำแท้ง


กว่า 20 ปี ที่ศูนย์ผู้หญิงเพื่อสันติภาพและความยุติธรรม หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า ศูนย์บ้านดิน ที่อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นสถานที่ที่หลายต่อหลายคนได้มาทำความเข้าใจเรื่องความไม่เท่าเทียมทางสังคมทางเพศ ได้มารู้จักตัวเอง ได้มาเยียวยา พักใจ พร้อมกับกลับไปด้วยมุมมองความคิดที่เปลี่ยนแปลง


วันนี้ผู้ก่อตั้งศูนย์ผู้หญิงเพื่อสันติภาพและความยุติธรรม อวยพร เขื่อนแก้ว ได้สร้างศูนย์บ้านดินที่สร้างโดยผู้หญิงขึ้นเพื่อเป็น ที่พักใจ ที่ภาวนา และศูนย์เรียนรู้ ฝึกอบรมด้านความเป็นธรรมทางเพศแนวสตรีนิยม อีกที่ที่ อ.เชียงดาว อีกด้วย




นอกจากบทบาทการเป็นกระบวนกรในประเด็นความไม่เป็นธรรมทางเพศที่มีแนวคิดเรื่องเฟมินิสต์เป็นฐานแล้ว อวยพร ยังปฏิบัติภาวนา และมีความสนใจอย่างลึกซึ้งในพุทธศาสนาในมิติที่เชื่อมโยงกับการอธิบายเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และความเป็นธรรมทางสังคมมาโดยตลอด


ในสังคมไทยมีนักคิดนักเคลื่อนไหวทางสังคมเฟมินิสต์เพียงไม่กี่คนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสนทนาแลกเปลี่ยนในประเด็นเรื่อง “พุทธ เฟมินิสต์ และการทำแท้ง” และหนึ่งในคนเหล่านั้นก็คือเธอ อวยพร เขื่อนแก้ว


เวลาที่พูดถึงเรื่องการทำแท้งเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา คนส่วนใหญ่จะคิดถึงการทำแท้งในแง่การทำบาปอย่างเดียว แทบไม่มีการพูดในมุมที่เข้าใจหรือมองจากความทุกข์ของผู้หญิงเลย ในฐานะที่เป็น เฟมินิสต์ คุณมองเรื่องนี้อย่างไร


ไม่ใช่แค่พุทธศาสนา แต่ทุกศาสนาในโลก อยู่ในการควบคุมครอบงำของผู้ชาย แต่ความเลวร้ายของการควบคุมครอบงำโดยผู้ชาย และวิธีคิดแบบชายจะเลวร้ายมากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับขบวนการเคลื่อนไหวของเฟมินิสต์ของศาสนานั้นที่จะลุกขึ้นมาบอกว่า ศาสนาชายเป็นใหญ่ มันกลายเป็นสถาบันหนึ่งที่สร้างความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม และกำจัดหรือปิดกั้นอิสรภาพ และเสรีภาพของผู้หญิง ของเกย์ ของเลสเบี้ยน

เวลามองเรื่องทำแท้ง คนจะไปติดเรื่อง “แม่ใจบาป” ใช่ไหม? คือคำว่า “บาป” กับ “บุญ” เป็นคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอน สองอัน คือ สอนให้เรามีเมตตากรุณา และมีปัญญา


“เมตตากรุณา” ก็คือ การไม่เบียดเบียน ไม่ลักขโมย ไม่นอกใจเมีย ไม่มีเมียหลายคน ไม่ตีเมีย การทำเมียท้องแล้วก็ไม่รับผิดชอบ นี่คือ การเบียดเบียน

อีกอันก็คือ “ปัญญา” ปัญญา คือ เมื่อเกิดความทุกข์แล้ว สาเหตุของความทุกข์คืออะไร ถ้าผู้หญิงมีความทุกข์จากการที่ท้องแล้วผู้ชายไม่รับผิดชอบ ความทุกข์นี้มาจากอะไร มาจากการที่ผู้ชายไม่รับผิดชอบ และสังคมไม่รับผิดชอบ รุมกระทืบ โดยบอกว่าใจยักษ์ใจบาปไง


สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมากที่สุดคือ “อริยสัจ 4”[1] แต่ประเทศไทยไม่เคยเอาอริยสัจ 4 มาจับปัญหาระดับสังคม แต่เอาอริยสัจ 4 มาจับประเด็นส่วนตัวแค่นั้นเอง แล้วมาจับเฉพาะผู้หญิงด้วย


สังคมไทยเลือกใช้คำว่าบาปหรือบุญ คำว่าศีลธรรมกับคนเฉพาะกลุ่ม ใช้กับคนที่ไม่มีอำนาจต่อรองในทางการเมือง ถ้าเอาศีลธรรมมาจับ เฉพาะตัวบุคคล มันก็จะไปลงที่ผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มชายขอบของศาสนา ไม่มีสิทธิจะพูด ไม่มีสิทธิแปลความ ที่จริงแล้วเราจะต้องเอาความเป็นธรรมและมนุษยธรรมมาจับ ซึ่งมันใหญ่กว่า และเอาเมตตากรุณา และเอาปัญญามาจับ


เวลาที่เราเห็นความทุกข์ของผู้หญิง ก็ให้เอาอริยสัจ 4 มาจับ ดูว่าความทุกข์ของเขาคืออะไร สาเหตุแห่งทุกข์คืออะไร แล้วจะมีทางไหนบ้างที่จะทำให้ความทุกข์เขาลดลง เราก็เอ็มพาวเวอร์เขาสิ เพราะเรามีความเมตตากรุณาไง เมื่อผู้หญิงที่มีความทุกข์เล็กลงก็จะมีทั้งสติ มีปัญญาที่จะก้าวเดินในชีวิตต่อไป เพื่อจะทำคุณประโยชน์ให้ตนเอง ให้ครอบครัว ให้สังคม


ตัวเองชัดมาก ว่าเป็นชาวพุทธ ปฏิบัติ และซื่อสัตย์ เพราะเราสนใจเรื่องความเมตตากรุณา และสนใจเรื่องเอาปัญญามาจับความทุกข์ของตัวเอง ความทุกข์ผู้อื่น ความทุกข์ระดับสังคม

ที่อเมริกามีกลุ่มพุทธมหายานที่เขาสนับสนุนสิทธิเข้าถึงการทำแท้ง สิทธิเลสเบี้ยน สิทธิของผู้หญิง และออกมาต่อต้านสงคราม

ตั้งแต่อายุ 33 มา เราตั้งใจกับตัวเองว่าจะเป็นพุทธแบบที่พุทธมหายานบอกว่า

การเป็นชาวพุทธก็เหมือนกับนก นกต้องมีปีกสองข้าง ข้างหนึ่งคือปัญญาเข้าใจเรื่องทุกข์ อีกข้างหนึ่งคือความเมตตากรุณา ต้องไปพร้อม ๆ กัน มันถึงจะบินไปด้วยกันได้


กลุ่มนี้เขามองว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สืบทอดต่อกันมา มันน่าจะถูกบันทึกจากผู้ชายรักต่างเพศ มันถึงได้เหยียดผู้หญิง เหยียดเกย์ เหยียดเลสเบี้ยนหมด และน่าจะเป็นผู้ชายชั้นสูงด้วย เพราะบอกว่าคนจน เป็นเพราะกรรมในชาติที่แล้ว คนพิการเป็นกรรมชาติที่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็น่าจะแปลโดยคนที่มีอภิสิทธิ์


ตอนที่สนใจเรื่องพุทธ กลุ่มเฟมินิสต์ทั่วโลกพูดเลยว่า สถาบันศาสนาเป็นกำแพงที่เฟมินิสต์จะฝ่ายากที่สุด เราก็เห็นว่ามันยากที่สุด แต่เราก็จะต้องฝ่าฟัน เพราะว่า สิ่งที่เขาออกมาเทศน์สั่งสอนโจมตีคน ไม่ใช่คำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ อย่างตอนนี้เรื่องพม่า เห็นไหม มิน อ่อง หลาย สวดมนต์ไหว้พระ แต่ก็ฆ่าคนของตัวเอง ทำไมไม่มีใครพูดว่าผิดศีลธรรม เป็นบาป มันตลกสิ้นดี

ในเมืองไทยมีขบวนการเฟมินิสต์ ขบวนการทางศาสนา ที่สนใจเรื่องความเป็นธรรมทางเพศ ความเป็นธรรมทางแบบที่มีในต่างประเทศบ้างรึเปล่า


ไม่มี (ตอบเร็ว) ก็เราจะตั้งกันไง(น้ำเสียงจริงจัง คนฟังหัวเราะ) ในชีวิตที่ผ่านมามีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนตัวเอง เหตุการณ์แรกคือ เมื่อประมาณปี 2547 ตอนนั้นมีนักกิจกรรมพม่าที่ทำเรื่องประชาธิปไตย เป็นชาวพุทธ 40 คน มาขอให้สอนภาวนา ก็เลยนิมนต์พระไพศาล (วิสาโล) ไปวัดที่เจ้าอาวาสเป็นอาจารย์ของพี่สาวที่เป็นแม่ชี ทีนี้เราก็นั่งกับพื้นเป็นวงกลม เหมือนกับตอนที่นั่งอบรมที่บ้านดิน ตอนนั้นพระไพศาลยังไม่ขึ้นเทศน์ รองเจ้าอาวาสมาถึงก็ขึ้นจะเทศน์เลย พอเขาเห็นผู้หญิงกับผู้ชายนั่งปนกัน ก็ชี้เลย “ทำไมมานั่งกันอย่างนี้เป็นวงกลม ต้องนั่งเรียงเป็นแถว ๆ ผู้หญิงไปข้างหลัง อันตราย อย่ามานั่งใกล้พระ” โอ้โห ผู้หญิงเกือบครึ่งเดินออกจากที่นั้นเลย แล้วรอบนั้นตัวเองรู้เลยว่า วัดที่นี่กดขี่ผู้หญิง กดขี่คนชายขอบ จะไล่คนพม่าออก หาว่าเป็นแรงงานข้ามชาติ ไม่มีเมตตากรุณาไง ปีนั้นก็เลยมา

สร้างวัดที่บ้านเลย เพราะไม่งั้น จะไปหาวัดที่ไหนที่จะให้นั่งเป็นวงกลม เพราะนั่งวงกลม แปลว่าเรามองเรื่องการใช้อำนาจร่วม (power sharing) ไม่มีลำดับชั้นทางอำนาจ เกย์ก็นั่งได้ ไม่เกย์ก็นั่งได้ ใครก็นั่งได้ เพราะการนั่งคือ การนั่ง เป็นเรื่องกาย ไม่ใช่เรื่องจิตเรา เรากำลังฝึกจิต





เหตุการณ์ที่สองคือ เรื่องการมาเขียนหนังสือ สมัยก่อนทำอบรมแม่ชีกับอาจารย์ไพศาล 7 ปี ติดต่อกัน ทำไมต้องเป็นอาจารย์ไพศาล เพราะท่านเป็นพระที่มีเมตตากรุณา เปิดกว้าง และเรียนรู้ หลัง ๆ อาจารย์ไพศาลเริ่มดัง ก็มาตามไล่อ่านงานเขียนของท่าน แล้วก็เขียนไปบอกท่านว่า “หลวงพี่ บทนั้นบทนี้ไม่เห็นด้วย” อย่างท่านบอกว่า “ผัวเมาเหล้ามา เมียบ่น” ก็บอกท่านเลยว่า “หลวงพี่ เมียที่ไหนจะไม่บ่น ก็แฟนเมาเหล้ามาพูดไม่รู้เรื่อง”


คือเรื่องบางเรื่องมันถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดา อาจารย์ไพศาลก็ได้รับการหล่อหลอมเรื่องเพศจากสังคม ไม่ต่างจากพระอื่น ๆ จนถึงวันหนึ่งก็บอกตัวเองว่า “โห้ย รอไม่ไหวแล้ว เขียนเองเลยดีกว่า” นั่นเป็นครั้งแรกที่ตัดสินใจเขียน เพราะไม่อยากให้ใครเขียนให้ เพราะเราเข้าใจ เราเจอความรุนแรงในครอบครัวมา เราเจอความรุนแรงจากการที่เราเป็นเกย์ เป็นอะไรเยอะไปหมด เราเข้าใจ แล้วเฟมินิสต์มันมีเครื่องมือให้เราไง และศาสนาพุทธ เรื่องความเมตตากรุณา ปัญญา ก็เป็นอีกเครื่องมือ แล้วทั้งสองเครื่องมือนี้ไม่เป็นศัตรูกัน ไม่ขัดแย้งกันเลย ไปด้วยกันหมดเลย

เพราะเฟมินิสต์พูดเรื่องมนุษยธรรม พูดเรื่องความเท่าเทียม และฐานของเฟมินิสต์คือเมตตากรุณา เพื่อจะให้ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ อิสรภาพ เท่าเทียมกัน นั่นคือความกรุณาอย่างไม่มีการเลือกปฎิบัติเลย ซึ่งศาสนาพุทธกระแสหลักยังไปไม่ถึง กรุณาเฉพาะกลุ่มที่เห็นด้วยกับตัวเองเท่านั้น อย่างนี้

เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่า เขาไม่ตั้งหรอก (กลุ่มศาสนาที่สนใจเรื่องความเป็นธรรมทางเพศ) อย่ารอ เรามาตั้งกันเลย ใครไม่มีสำนักงานมาแม่ริม มีที่ดินให้ตั้งเลย นี่พูดจริงนะ



แต่คนส่วนใหญ่จะมองว่า เฟมินิสต์นี่คือสอนให้ผู้หญิงเกลียดผู้ชาย สอนให้ผู้หญิงกลับไปเลิกกับผัว เขาไม่ได้มองแบบที่อธิบายนี้หรอก


ไม่เลย (พูดเร็ว) พี่เองรังเกียจการเหยียดเพศ การเหยียดผิว การเหยียบย่ำดูถูกคนจน เกลียดระบบนโยบายวิธีคิดทั้งหมดที่เหยียดเพศนะ แล้วถ้าวิธีคิดแบบเหยียดเพศอยู่ในหัวใคร ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย จะท้าทายหมดเลย จะบอกว่า ความคิดของคุณอันนี้คือความคิดเหยียดเพศ ถ้าตอนนั้นมีแรงก็จะตอบไปว่า รังเกียจคำพูด และวิธีคิดแบบนี้นะ ไม่ได้รังเกียจตัวบุคคล ฉะนั้นขอให้เปลี่ยนวิธีคิด เพราะไม่งั้นสังคมเราก็ขยับไปไหนไม่ได้


เวลาที่มีการแก้ไขกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายทำแท้ง คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายส่วนใหญ่มักยกเอากฎเกณฑศีลธรรมมาอ้าง ทำไมสังคมไทยถึงยอมรับให้กฎเกณฑ์ทางศีลธรรมอยู่เหนือกฎหมายได้


บอกเลยว่า ถ้าไม่มีคนพูดคำนี้ จะประหลาดใจมากกว่า ให้รู้ไว้เลยนะ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเรียกร้องสิทธิผู้หญิงคุณจะถูกต่อต้าน ลองกลับไปดู ตอนที่ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี องค์กร plan parenthood ซึ่งเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ทำเรื่อง pro choices ถูกตัดงบหมดเลย ฉะนั้นอเมริกาซึ่งบอกว่าเป็น secular state [2]เนี่ย จริง ๆ แล้วมันเต็มไปด้วยพวกอนุรักษ์นิยม บ้านเราก็เหมือนกัน การที่คนออกมาต่อต้าน แปลว่า ขบวนการเคลื่อนไหวของเรามีพลัง เราก็ต้องทำงานต่อแค่นั้นเอง แต่เราต้องมียุทธศาสตร์ในการเคลื่อน


เรื่องทำแท้ง ต้องต่อสู้ด้วยเรื่องวิธีคิดสองอย่างคือ ต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องทำ ตอนนี้กลุ่ม LGBTIQ ก็เข้มแข็ง ฉะนั้นทำอย่างไรที่จะไม่พูดแต่เฉพาะเรื่องทำแท้ง แต่ต้องพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพอื่นทั้งหมดเลย กลุ่มอื่นก็ต้องออกมาพูด เรื่องทำแท้ง เรื่อง LGBTIQ ด้วย อันที่สอง มันต้องย้ำว่าเรื่องทำแท้งเป็นสิทธิจริง ๆ สิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง และมันต้องพูดเรื่องสิทธิในการเข้ารับบริการทางสุขภาพ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่เรากำลังต่อสู้กับคนที่มีอัตลักษณ์ครอบงำ มีอภิสิทธิ์ในสังคม แล้วคนเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในสภา คนเหล่านั้นเป็นหมอ คนเหล่านั้นออกมาพูดเยอะ

แต่คิดว่า ความคิดแบบพลตรีจำลองที่ออกมาต่อต้านบนถนนสมัยก่อนไม่มีแล้ว มันเลยไปแล้ว เพียงแต่ว่าทุกครั้งที่คุณไปถึงสภา ไปถึงหมอ แล้วมันจะมีคำนี้ คุณต้องเตรียมยุทธศาสตร์ว่าเราจะพูดอะไรไว้ก่อน ก่อนที่เขาจะพูดด้วยซ้ำ ให้รู้เลยว่าเขาก็จะต่อต้าน เมื่อไหร่ก็ตามที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมขึ้นมาเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะทหาร กลุ่มอนุรักษ์นิยมทางศาสนา ก็จะเข้ามาบรรจบกันพอดี สถาบันศาสนา กับสถาบันทหารมันเป็นอนุรักษ์นิยมสุดโต่งด้วยนะ เรื่องชายเป็นใหญ่เนี่ย

พอมันเจอกัน มันก็สนับสนุนกัน


ปีที่ผ่านมาเราก็สู้แบบนั้น สู้โดยใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักการสิทธิมนุษยชนตลอด แต่คนแก้กฎหมายก็ยังจงใจหลับหูหลับตา ไม่สนใจอยู่ดี


ประเทศไทยนี่มีการละเมิดสิทธิเยอะมาก ละเมิดสิทธิชนกลุ่มน้อย เรื่องบางกลอย ทั้งหมดนี่ คือ การทำลายชีวิต หรือการปิดกั้นชีวิต ฉะนั้นต้องมองว่ารัฐทำอะไร คือเขาก็จะแปรความ หรือหามุมโยงไปถึงเรื่อง “สิทธิของทารก”อะไรนู่น แต่เราในฐานะนักต่อสู้ เราต้องมานั่งคุยกันเลยว่า เราจะเอามุมไหนที่ไปถกเถียงกลับ ไม่ว่าเขาจะอ้างด้านคุณธรรมด้านอะไรก็ตาม เราจะต้องมีเครื่องมือชี้ให้เขาเห็น มีงานวิจัย รายงานตัวเลข ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ สูญเสียสุขภาพของผู้หญิง หลังไปทำแท้งเถื่อนมันมีกี่คน แล้วก็ต้องกลับมาที่โรงพยาบาลคุณ ต้องชี้ให้เขาเห็นทั้งหมดว่า สิ่งที่เขาคิดนี่ มันไม่ใช่ มันไม่ได้ มันไม่ได้เอื้อ แล้วบางทีมันก็เป็นเรื่องของการเอาศีลธรรมส่วนตัวของเขามาอ้าง


จริง ๆ ถ้าเขามีความเมตตากรุณาจริง ๆ คำพูดที่ว่า ผู้หญิงคนนี้ใจบาป ใจยักษ์ จะไม่ออกจากปากของคน ๆ นั้นเลย ไม่ใช่มีความคิดจากความเชื่อที่ถูกฝังหัว เห็นปุ๊ป ก็หลุดจากปากเลยว่าเป็นบาป ถามเลยว่า คนที่พูดแบบนั้น เคยได้ไปนั่งฟังคนที่ท้องไม่พร้อมกี่คนในชีวิต เชื่อว่าเขาไม่เจอซักคน เคยเจอคนจนไหม ไม่เคยเจอสักคน เคยเจอผู้หญิงที่อยากบวชเป็นภิกษุณีไหม ไม่เจอสักคน นี่ไง ความทุกข์ไม่เคยแตะหัวใจเลย แต่สิ่งที่ฝังหัว คือ ความเชื่อที่มันถูกฝังมา เห็นคนชายขอบปุ๊ป ว่าเขาเลยว่า ชาติที่แล้วเป็นคนมีกรรม


อยากให้รู้ว่าสถาบันการแพทย์ สาธารณสุขมันถูกคุมโดยผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าไปกระแทกแนวคิด ว่ามันส่งผลต่อสาธารณสุข ส่งผลต่อสุขภาพผู้หญิง และส่งผลต่อระบบสุขภาพโดยรวมอย่างไรบ้าง เพราะผู้หญิงเป็นประชากรที่สำคัญของประเทศ



เท่าที่ทำงานอบรมพยาบาล หรือบุคลากรด้านสาธารณสุขมา พวกเขามองเรื่องการทำแท้งอย่างไร


คือโดยฐานผู้หญิงกลุ่มนี้เขาเป็นชนชั้นกลางระดับบนนะ ซึ่งถ้าเราเข้าในเรื่องระบบเพศ เราจะรู้ว่ามันไม่กระทบผู้หญิงชนชั้นกลางระดับบน เพราะชนชั้นมันทำให้เขามีอภิสิทธิอย่างอื่น แล้วพอเขาไปเข้าวัด ใส่ชุดขาว กินเจ มันก็จะยาว มีเรื่องศีลธรรมระดับส่วนตัวเข้ามา เพราะฉะนั้นเขาก็จะรับเอาวิธีคิดมาว่าคนที่ทำแท้งน่ะบาป ถ้าเธอไปบอกว่าสถานที่ทำแท้งอยู่ที่ไหน เด็กจะมาอยู่ข้างหลังเธอยัวะเยี๊ยะ


สมัยก่อนที่บ้านดินทำเรื่องการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีทางเลือก จะมีพยาบาลแบบนี้มาเยอะ หลัง ๆ ไม่มี หรือถ้ามีโผล่มานาน ๆ ที ก็ไม่ได้ทำอะไรหรอก คือ ผู้หญิงกลุ่มใหญ่ก็เป็นผู้ที่สืบทอดวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่นะ ผู้หญิงหลายคนนี่หนักเลยที่เหยียดเพศผู้หญิงด้วยกัน แต่เมื่อคลี่ให้เขาเห็นระบบ เขาเปลี่ยนเลย อบรมมาถึงวันที่ 5 เขาเปลี่ยน ก็เพราะเขาได้ยินจริง ๆ ได้เห็นจริง ๆ เขาเห็นว่า ความไม่เท่าเทียมทางเพศมันอยู่ในระบบเศรษฐกิจ อยู่ในระบบสาธารณสุข ในสถาบันศาสนา ในสื่อ ในวัฒนธรรม มันอยู่ทุกที่แม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรม ที่ตัวเขาเองเจอ แม่เขาเจอ คนรอบข้างเขาที่เป็นผู้หญิงเจอ พอเขาเห็น เขาก็บอกตัวเองว่าเขาจะไม่เป็นเจ้าหน้าที่ในระบบนี้ ที่ปิดกั้นสิทธิผู้หญิงอีกต่อไปก็แค่นั้นเอง

แต่ว่าบ้านเรา เราไม่เคยมองเห็นอะไรเป็นระบบเลย ระบบเดียวที่เราอาจจะเห็นก็คือ เรื่องคนจน เรื่องเศรษฐกิจ แต่เราจะไม่เห็นระบบเพศเลย ทำไมเป็นแบบนี้ จนถึงวันนี้ระบบการเรียนการสอนพยาบาลทั่วประเทศ ไม่มีเรื่องเจนเดอร์ ไม่มีเรื่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์อะไรเลย แล้วลืมไปเลย หลักสูตรหมอก็ไม่มี


คิดว่าเราก็มาถูกทาง คุณมีข้อมูลเยอะ ข้อมูลด้านกฎหมาย การแพทย์ บริการที่ปลอดภัย มีมุมมองเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิผู้หญิง คือเวลาเขาตอบโต้เรามาเรื่องศีลธรรม เราก็ต้องมีมุมมองเรื่องนี้ ตัวเองจะพูดทุกที่ว่า


ตัวเองเป็นชาวพุทธ และได้เห็นความทุกข์ของผู้หญิงเยอะมาก ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้หญิงที่ทำแท้งนะ ความทุกข์ของผู้หญิงทุกเรื่องเลย แล้วคำว่าศีลธรรมนี่แหละ ปิดกั้นและทำลายผู้หญิงมากที่สุด ทำลายคนชายขอบ คนพิการ LGBTIQ หมดเลย เพราะคำว่าบาปมันถูกเลือกใช้ (เฉพาะแต่กับคนแค่บางกลุ่ม)


คุณคิดอย่างไรกับเรื่องแก้กรรมทำแท้ง ผีเด็ก


ไม่เชื่อเรื่องอะไรพวกนั้น กลัวจะถูกพระหลอกเอาสตางค์มากกว่า (คนฟังหัวเราะ) สมัยก่อนศูนย์เราจัดอบรมผู้หญิงนานาชาติ แล้วครั้งหนึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นอาจารย์สอนโยคะคนหนึ่งเป็นคนฝรั่งเศส เขามาทำแท้งด้วยตัวเองที่เชียงใหม่ แล้วขออยู่ต่อที่บ้านดิน ตัวเขาเองก็มีความขัดแย้งอยู่ในใจ เพราะว่าตอนที่เขาอยู่ฝรั่งเศส เขาต้องเจอกับผู้หญิง 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมาขอให้สอนโยคะ เพื่อจะได้มีลูก อีกกลุ่มหนึ่งมาขอให้สอนโยคะท่าที่ทำให้ตัวเองแท้งเอง และไม่บาดเจ็บ ก็คุยกัน เขาบอกว่า


“เธอคิดดูสิ ผู้หญิงเจอปัญหาทั้งสองเรื่องเลยนะ แต่ผู้หญิงกลุ่มเดียวที่โดนด่า ก็คือ กลุ่มที่ทำแท้งนี่แหละ”


สิ่งที่เขาทำคือ เขา reconcile หรือ สมานฉันท์กับความรู้สึกที่มันขัดแย้งกัน เวลาที่สอนผู้หญิงทำแท้ง เขาก็จะมีพิธีกรรมให้ผู้หญิงคุยกับลูกเขา อันนี้ชอบมาก ซึ่งเราเองก็เพื่อนสนิทที่หลายคนไม่เคยบอกแม้กระทั่งกับสามีว่าเขาเคยทำแท้ง แต่เขามาบอกเรา เพราะเห็นเราพูดออกสาธารณะเรื่องทำแท้ง ก็ถามว่าแล้วเขาทำอะไรบ้าง เขาก็บอกว่าเขาไปทำบุญ แล้วรู้สึกยังไง เขาบอกก็รู้สึกดี ถ้าดีก็ทำ ทำอะไรที่รู้สึกดี


คือ ถ้าตอนที่ทำแท้งมีทรอมา (trauma) หรือการบาดเจ็บ ความคิดว่าเราทำบาป อันนี้เป็น trauma ทางจิตวิญญาณ ถ้าดูจากคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเห็นว่า มีอันหนึ่งที่บอกว่า ตอนที่เราทำอะไรก็ตาม ขอให้จิตเราอย่ามีความโกรธ ความเกลียด ความเกลียดชัง ก็จะคุยกับเขาให้เขาได้ reconcile ทางด้านจิตใจ ให้เขาพูดคุยว่า ถ้าเขาไม่สามารถที่จะท้องต่อไปได้ เหตุปัจจัยคือ ผู้ชายก็ไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว ครอบครัวก็ไม่รับกลับบ้าน ที่ทำงานก็จะไล่ออก โรงเรียนก็จะไล่ออก หรือโรงพยาบาลก็...เขาเลือกทำสิ่งนี้เพราะว่า ไม่สามารถอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ก็ว่าไป

ฉะนั้นใครจะทำอะไรก็ทำได้ จะทำพิธี ก็มีผู้หญิงที่ทำพิธีกรรมเยอะแยะที่เขา reconcile


ตอนที่ไปญี่ปุ่นครั้งแรก ก็ไปประชุมศาสนาพุทธนี่แหละ ก็ไปเจอ (รูปปั้นเด็ก ๆ) เต็มไปหมดเลย เด็ก ๆ ที่ตายเหล่านั้นคือ เด็กที่ตายจากการทำแท้ง เพราะที่นั่นเขาทำแท้งถูกกฎหมาย แล้วพ่อแม่ก็เอา “จิโซ่” (รูปปั้นเด็ก)ไปเลย ไปถึง พระ ๆ ก็ทำพิธีให้ ทำเสร็จแม่ก็เดินไป จะวางตรงไหนก็วาง เต็มไปหมดเลย เป็นหมื่น ๆ เขาทำขายเป็นจริงเป็นจังเลย เมื่อแม่ทำแท้งไม่ว่าจะแท้งโดยอุบัติเหตุ หรือแท้งโดยตั้งใจ เขาก็ไปวัด เป็นเรื่องปกติ ซื้อจิโซ่ที่ร้าน จากนั้นก็ไปทำพิธีกับพระ มันก็จบ


คือมันต้องมีมิติทางจิตวิญญาณให้กับเขา แต่มิติทางจิตวิญญาณของเรา มันคือ การมีคำสอน ชี้ด่าเขา คือเราไม่ท้องเราก็ได้ยินคำสอนนี้ คำตีตรา คำตำหนิ คำลงโทษ ๆ นี่มันอัตโนมัติมาก เหมือน ๆ กับเรื่องผู้หญิงข่มขืนที่เจอคำว่า แต่งตัวยังไง แล้วเราได้ยินคำเหล่านี้ตั้งแต่ 8-9 ขวบนะ พอเราทำแท้ง คำลงโทษนี้ทำงานกับเราในระดับจิตวิญญาณทันที

(ตอบเรื่องแก้กรรมทำแท้งว่า) บอกให้เขาทำเอง ใครไม่รู้วิธี เดี๋ยวชวนทำ พูดจริง ๆ นะ





ทุกคืนเวลาสวดมนต์ภาวนา จะทำแบบนี้ “โอ้ ชาตินี้ข้าพเจ้ารู้สึกมีสติ ไม่ค่อยทำร้ายใคร” เชื่อว่าตัวเองทำความดีเยอะ ฉะนั้นกุศลกรรมที่ทำความดี ขอแบ่งให้ทุกคนหมดเลย คนในชาติก่อน ๆ ที่เคยทำร้ายเขาด้วย เพราะเราไม่รู้ด้วยว่า กี่ชาติมาแล้วเราทำอะไรใครบ้าง แล้วเราก็รู้สึกเชื่อมโยงกับคนทุกคน เชื่อมโยงกับคนที่ทำร้ายเรา หรือเราทำร้ายเขาโดยไม่รู้ตัว มนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ ในระดับบุคคลก็ให้อภัย เมตตา เพราะเราเห็นว่าสังคมสอนให้เราทำร้ายกันตลอดเวลา เราไม่ได้เติบโตมาในสังคมที่มีความเมตตากรุณานะ แม้ว่าเราจะมีวัดเต็มไปหมด มีสวดมนต์เช้า-เย็น ๆ แต่เป็นสังคมที่ขาดเมตตากรุณามาก


มีคำแนะนำอะไรบ้างสำหรับคนรอบข้างที่จะช่วยโอบอุ้มเยียวยาคนที่ผ่านประสบการณ์ทำแท้งมา


สมมติว่ามีใครก็ตามมาบอกว่า ท้องไม่พร้อม ไม่ว่าจะทำแท้ง หรือไม่ทำแท้ง ก็อย่าตกอกตกใจ ให้หันไปหาเขาทันที แล้วฟังเขา อย่าสอน อย่าแนะนำเด็ดขาด ฟังเขาจนจบ คุณจะรู้เลยว่า เขาคิดทางเลือกไว้แล้ว ยิ่งคุณฟังมากเท่าไหร่ คุณจะเข้าใจ และเมื่อคุณเข้าใจ ความเมตตากรุณาจะเกิดขึ้นเลย แต่ถ้าคุณไม่ฟัง คุณสอนปุ๊ป คุณปิดหัวใจทันที แล้วปัญญาก็ไม่เกิด


ความเข้าใจคือ ตัวปัญญา พอเข้าใจแล้ว เมตตากรุณาจะเกิด คุณจะรู้ว่าคุณจะ support เขาอย่างไร เพราะฉะนั้นให้ฟัง ฟังด้วยความเคารพ และเมื่ออคติมันขึ้นมา หรือคำสอนเก่า ๆ มันเข้ามาว่า เธอเป็นแม่ใจบาป....ก็หายใจ เข้าออก

เข้าออก ให้เห็นว่าอันนี้คือคำสอนที่เราเคยได้ยินมาให้วางไว้เลย ให้มันตกลงดินไปเลย แล้วก็ฟังต่อจนจบ จากนั้นคุณก็จะรับรู้ความทุกข์ของเขาเลยว่า เขาตกใจ เสียใจ รู้สึกผิด รู้สึกกลัว สับสนในชีวิตมาก ทุกข์มาก แล้วเขาคิดทางออกไว้แล้ว ถ้าจะถามเขา ก็ถามเขาว่า ทางออกนี้มีเงื่อนไขปัจจัย มีทรัพยากรพอหรือยังที่จะทำ และอีกทางออกหนึ่งถ้าจะไม่ทำ มีทรัพยากร มีผลได้ผลเสีย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือยังไง ช่วยเขาคิดให้มากขึ้น แค่คุณฟังเขา เขาก็รู้สึกปลอดภัยแล้ว และเขาได้ระบายสิ่งที่อยู่ในหัว..ในชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเจอคนโง่เลยแม้กระทั่งคนเดียว ไม่ว่าจะไปอบรมที่ไหน ๆ หรืออบรมให้ใครก็ตาม


ที่พูดแบบนี้เพราะอะไร เพราะพอเราฟังเขา เขาก็จะบอกทางออกเอง เราก็ชวนเขาคุย “ถ้าไม่บอกแม่ แม่จะรู้สึกยังไง ?” มีเด็กคนหนึ่งบอกว่า แม่ฟังป้า ก็ให้ป้าเป็นสะพาน (ไปคุยกับแม่) ก็จบ ป้าก็ไปจัดการคุยกับแม่ คือชวนให้เขาคิดถึงแหล่งอำนาจที่เขามีในครอบครัว ถ้าพ่อแม่ไม่ฟังจะเป็นใคร เด็กวัยรุ่นจะเป็นอย่างนี้เลย เขาบอกว่า “พ่อแม่หนู ขนาดไม่มีเรื่องอะไร ก็ไม่ฟังอยู่แล้วค่ะอาจารย์” “ใช่แล้ว เห็นไหม คุณเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ใช้อำนาจกับคุณ”

เด็กก็งงไง ถ้าเขาไปอีกแนว ก็จะเจอคนบอกว่า ก็พ่อแม่หวังดีกับคุณไง จบ


เพราะฉะนั้นง่ายมากวิธีเอ็มพาวเวอร์คนมีความทุกข์ ฟังก่อน อย่าสอน ถ้ามีความคิดเข้ามายุกยิก ๆ อยากจะพูด อยากจะสอน ก็ให้หายใจลึก ๆ ผ่อนคลายร่างกาย แล้วก็ปักหลักฟังต่อ นี่คือ การปฏิบัติธรรมเลยนะ คุณกำลังฝึกเอาอคติของคุณออกจากหัวคุณ อคติแปลว่า “ทางที่ไม่ควรจะไป” การฟังคนให้จบ ไม่สอน นั่นคือการฝึกสมาธิเลยนะ


คุณมีคำแนะนำอะไรบ้างไหมให้กับผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์ทำแท้งมาเพื่อเยียวยาตัวเอง


อันนึงคือ “การรักตัวเอง” เพราะผู้หญิงทั่วโลกไม่ได้ถูกสอนให้รักตัวเอง ผู้หญิงถูกสอนให้ทำตัวเองสวยงามเพื่อที่จะได้มีผู้ชายมาขอ เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่และเจ้านาย เพื่อที่เราจะได้รับความรัก ได้เลื่อนขั้น ไม่ถูกตำหนิ ผู้หญิงก็เลยไม่เคยถูกสอนให้รัก และเคารพความคิด การตัดสินใจของตัวเอง


ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ หันกลับมารักชีวิตตัวเอง รักอนาคตตัวเอง จะมีใครรู้ดีมากกว่าคุณ ว่าคุณต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่คุณมีปัญหา แล้วคุณเจอสถานการณ์ที่ไม่มีใคร support คุณต้องรู้ดีสิว่า คุณจะผ่านสถานการณ์นั้นได้อย่างไร ดังนั้นอันหนึ่งคือคุณต้องเคารพ choices ที่คุณเลือก และฟังเสียงตัวเองให้มากเลย


ตัวเองให้คำปรึกษาผู้หญิงที่อยู่ในความรุนแรงมาเยอะมาก สิ่งที่เจอคือทุกครั้งที่เขาหันไปฟังเสียงข้างนอก เขากลับไปเป็นเหมือนเดิม “อ้าว คราวก่อนคุณฟังเสียงตัวเอง คุณก็บอกว่าความรุนแรงมันเพิ่มขึ้น แต่พอคุณไปฟังเสียงแม่ หรือเสียงของสังคม คุณก็เปลี่ยน” เขาก็อึ้งไปเลย ก็จะพูดแค่นี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณฟังเสียงตัวเอง และความรู้สึกตัวเอง ปัญญามันเกิดทันทีเลย สังคมไม่ได้สอนให้ผู้หญิงรักตัวเอง ลืมเคารพความคิดของตัวเอง


(ช่วงตอบคำถามที่มาจากคอมเมนท์ในเพจ)


คุณมีวิธีรับมืออย่างไรบ้างเวลาเจอความคิดที่ต่อต้านเฟมินิสต์ หรือพวกที่ออกมาต่อต้านเรื่องการ ทำแท้ง


ก็จะหาก่อนว่า คนที่ต่อต้านเป็นใคร และเขามีอิทธิพลกับสังคมไหม ถ้าเขามีอิทธิพลกับสังคมก็จะดีเบตกับเขา ถ้าไม่มี ก็ลืมไปเลย จบ เพราะเราอายุ 58 แล้ว ต้องรักษาเอเนอร์จี้ไว้เพื่อที่จะทำงาน เพราะเราทำงานเรื่องใหญ่ เรื่องจะรื้อถอนอคติที่มีอยู่ในศาสนา หรือสถาบันใหญ่ ๆ การทำงานแบบนี้ คุณต้องมี strategy ต้องมีเพื่อนเยอะ ๆ จริง ๆ แล้วมีคนที่อยู่ตรงกลางเยอะแยะ เราไป educate คนตรงกลางดีกว่า คือคนที่ไม่เห็นด้วย ถ้าเขาไม่ใช่คนสำคัญ ก็ขอบคุณเขาสำหรับความเห็น หรือไม่ก็ไม่อ่านเลย เอาแรงไปทำอย่างอื่นต่อดีกว่า


แล้วถ้าคน ๆ นั้นเป็นคนที่สำคัญกับเราในชีวิตล่ะ อย่างเขาบอกว่า เป็นเฟมินิสต์ทำไมยังนับถือศาสนา ในเมื่อศาสนามีแต่คำสอนจากผู้ชาย


คือ เฟมินิสต์เนี่ยสอนให้มีความรักมีเมตตากรุณานะ แล้วเราไมได้ทำเฉพาะเรื่องเพศ เราสอนให้คนมีความรักความเมตตากรุณากับคนทุกคนในโลกนี้ คนพม่า คนปาเลสไตน์ คนพิการ คนยากจน คนทั้งหมดเลย นี่คือคำสอนเฟมินิสต์ แล้วมันต่างจากศาสนาพุทธที่ไหน (เสียงดัง)


ศาสนาพุทธนี่ เวลาคุณแผ่เมตตา คุณแผ่ไปถึงสิ่งที่คุณมองไม่เห็นด้วยนะ ไม่รู้อยู่ภพภูมิไหน ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่เป็นมนุษย์ หรือสัตว์ที่เดินไปเดินมา แต่ทุกอันเลยที่คุณมองไม่เห็นแต่มันมีอยู่ เขาเชื่ออย่างนั้น คุณต้องให้ความเมตตากรุณาไปทั่วเลย

องคุลีมาร ฆ่าคนไปเก้าร้อยเก้าสิบเก้า ยังบรรลุพระอรหันต์ บ้านเราไม่เคยมีใครสอน อาจารย์ธัมมนันทาเอามาสอนคนแรก เคยเป็นเซ็กซ์เวิร์คเกอร์ก็บรรลุธรรมได้...อย่างนี้ เราไม่เคยได้ยินเลย เราได้ยินแต่ว่า “โอ๋ย เป็นผู้หญิงไม่มีทางบรรลุธรรมหรอก ทำบุญเยอะ ๆ ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นผู้ชาย” มีแต่สอนแบบนี้ พล่ามไปเรื่อย


ถ้าเป็นเพศกำเนิดชาย แต่อยากจะเป็นพันธมิตรในเรื่องทำแท้ง เขาจะสามารถเป็นพันธมิตรอย่างไรได้บ้าง โดยไม่ไปพูดแทน


หนึ่งก็บอกเขาว่าอย่าพูดแทน ให้พูดแทนต่อเมื่อเราพูดไม่ได้ คุณช่วยพูดแทนหน่อย

สองเขาต้องใช้แหล่งอำนาจของเขา ไปท้าทาย ไปให้การศึกษา ไปอธิบาย ไปให้ความรู้กับคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเขา ที่อยู่ในเครือข่ายเขา เพราะพวกเราทำอะไรกันเองได้อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ต้องการให้พันธิมิตรทำอะไร เราจะมาบอก 1-2-3-4-5


ในต่างประเทศมีคอร์สหนึ่ง ชื่อคอร์ส “how to be effective allied”[3] อยากจะสอนอันนี้มากเลย เราจะได้เลิกทะเลาะกัน คือ มันมีวิธีการอยู่ เช่น โมเมนท์นั้นน่ะ มันถูกหรือเปล่าที่จะต้องพูด เพราะคุณต้องคิดว่าคุณกำลังพูดในฐานะพันธมิตรที่จะช่วยทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวมันเข้มแข็ง ไม่ใช่อยู่ ๆ คุณก็ออกไปพูดแทนเขา แล้วเจ้าของเรื่องก็เงียบกริบ คุณไปพูดแทนเขาแล้วก็ได้หน้าได้ตา นั่นก็บ้าอีกแล้ว คนแบบนี้มีเยอะนะ


ถ้ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมุสลิม เป็นเลสเบี้ยนด้วย อยู่ในครอบครัวที่เคร่งครัด เคยถูกข่มขืน และไม่กล้าพูดเรื่องเพศเลย เราจะช่วยเหลือเด็กได้อย่างไร ต้องทำความเข้าใจเรื่องศาสนาด้วยไหม คือเขามีความซับซ้อนทางอัตลักษณ์เยอะมาก


อันแรกก็คือ ฟังเขาจนจบว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ฟัง และทำความเข้าใจเขา

เมื่อสามปีที่แล้ว มีน้องคนหนึ่งมาที่บ้านดิน เขาเป็นลูกสาวคนเดียว เป็นพยาบาล และเป็นเลสเบี้ยนด้วย เขาต้องกลับไปแต่งงานเพื่อพ่อแม่ เขามาถามว่า เป็นไปได้ไหม ถ้าแต่งงานไปสักพัก เขาจะไม่ยอมมีลูก แล้วก็จะหย่า ต้องทำงานกับเขาเยอะมาก บอกเขาว่า มันเป็นไปได้ยากมาก เพราะการหย่าของผู้หญิงมุสลิมก็ไม่ได้ง่าย คือมันก็จะโยงเรื่องเป็นลูกต้องตอบแทนบุญคุณ


ไม่ใช่แต่เฉพาะคนที่เป็นมุสลิมนะ เรื่องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ จะพูดเยอะมาก จะ deconstruct (รื้อสร้าง) ให้เขาเห็นเลย การที่ลูกไม่เรียนตามที่พ่อแม่บอก ไม่แต่งงานตามที่พ่อแม่บอก ไม่ใช่ว่าลูกอกตัญญู แต่เขาทำให้พ่อแม่ผิดหวัง แล้วเขาจะรับมือกับความผิดหวังของพ่อแม่อย่างไร แต่ถ้าเลือกทำตามที่พ่อแม่คาดหวัง เขาก็จะสูญเสียชีวิตทั้งชีวิต ตั้งแต่เรื่องการเรียน การงาน หรือคู่ที่เลือกไม่ได้


คำว่ากตัญญูทำให้ผู้หญิง ทำให้เด็กหลายคนเสียชีวิต เสียจิตวิญญาณ ถ้าไม่ฆ่าตัวตายทีหลัง ก็เป็นชีวิตที่ทุกข์ไปตลอดชีวิต


ประเด็นเรื่องผู้ชายที่หายไปในเรื่องทำแท้ง จริง ๆ ผู้ชายมีส่วนร่วมในการทำบาปไหม


เวลาที่ตัวเองพูดเรื่องนี้จะไม่พูดเรื่องบาป เรื่องกรรม เพราะรู้สึกว่าสองคำนี้มันหนักนะ แต่จะพูดเรื่องความเมตตากรุณา เชื่อเรื่องการทำให้คนมีความทุกข์น้อยลง อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องผู้ชายนี่ต้องพูดบ่อยขึ้นค่ะ

เวลาพูดถึงผู้หญิงทำแท้ง ผู้ชายมักจะหายไป เพราะฉะนั้นคุณอาจต้องตั้งโจทย์ใหม่ในสังคมเลยนะว่า ผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงท้อง แล้วไม่รับผิดชอบ มันเยอะนะ ทั้งผู้ชายที่อายุเยอะ ภรรยาอายุ 40 กว่าแล้ว ลูกตั้งสี่คนก็จะเลี้ยงไม่ไหวแล้ว ก็ไม่สนใจ ไม่รับผิดชอบ ไม่อะไรเลย ผู้ชายที่แฟนกำลังจะไปทำแท้ง แต่ไม่ไปเป็นเพื่อนน่ะ โห หนักหนาสาหัสเลยนะ


ต่อไปคุณอาจจะต้องตั้งโจทย์สาธารณะเลยนะว่า การที่ผู้หญิงไปทำแท้งเพราะไม่มีทางเลือกอื่นเนี่ย ผู้ชายหายไปไหน

รู้ไหม 3-4 ปีมานี้พยาบาลที่มาบ้านดิน เขาไม่ได้มาเพราะเขาดูแลเรื่องความรุนแรงในครอบครัวนะ แต่เขามาเพราะเขาต้องดูแลผู้ชายที่กินเหล้า ผู้ชายที่ติดเหล้า ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้กินเหล้า แล้วไปติดเหล้า แต่คือความเป็นชายที่เลือกกิน แล้วไปติด พยาบาลคนหนึ่งเล่าว่าพอนั่งฟังไป ๆ ก็เจอว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แค่กินเหล้า แต่ตีเมียด้วย แต่หมอบอกนั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือพยาบาลต้องดูแลเขา เนื่องจากเขาติดเหล้า สุขภาพเขามีปัญหา นี่มันเป็นขนาดนี้เลยนะ

ประเด็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรง ผู้หญิงต้องไปทำแท้ง ผู้ชายจะหายจากบทสนทนาเลย เพราะผู้ชายไทยถูกเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ ให้ไม่ต้องล้างจาน ทำกับข้าว กวาดบ้าน ไม่ต้องดูแลพ่อแม่ตอนแก่เฒ่า ไม่ต้องดูแลใครเลย ไม่เคยถูกฝึกให้ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่เคยถูกฝึกทุกเรื่องเลย ผู้ชายที่ถูกหล่อหลอมมาในการมีอภิสิทธิ์แบบนี้ จริยธรรมส่วนตัวน้อยมาก พอไปเป็นผู้นำประเทศ ผู้นำสถาบันก็หนักเลย เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องแท้งนี้ ต้องย้อนกลับมาดูระดับส่วนตัวเลยว่า เราจะต้องให้การศึกษาประชากรผู้ชายไทยใหม่หมดเลย ต้องดึงเขามาฝึกความรับผิดชอบ และสอนให้เขามีคุณธรรม จริยธรรม


ในขณะที่เรามีการทำงานเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิง เรื่องซึมเศร้า แต่เราไม่เคยคิดถึงเรื่องการเยียวยาจิตใจผู้หญิงหลังการทำแท้ง ซึ่งหลายคนต้องอยู่กับบาดแผลทางใจในเรื่องนี้มาตลอด


เราทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุข อบรมพยาบาลมา 5 ปีแล้ว ปีหนึ่งจัดอบรม 7 รุ่น

ปีเคยเจอพยาบาลคนหนึ่งมาจากอีสาน เขาบอกว่าอบรมแบบพี่อวยพรเนี่ย ง่ายจังเลย ไม่ต้องไปเป็นนักจิต แค่ฟังแล้วสะท้อนกลับ บอกจุดแข็งเขา แล้วก็ช่วยให้เขาคิดหาทางเลือก ไม่ไปตีตรา ไม่ไปสั่งสอนศีลธรรม ทีนี้ก็มีคนถามเขาเรื่องทำแท้ง เขาเล่าว่า มีเคสหนึ่ง อายุ 40 มาหาเขาเพราะมีความเครียด ซึมเศร้า ผู้หญิงคนนี้เล่าให้เขาฟังว่า เธอรู้สึกผิดกับแฟนที่ไม่มีลูก และไม่เคยบอกแฟนด้วย เพราะเคยทำแท้งตอนเป็นนักศึกษา เขาก็นั่งฟังไป ไม่ได้จ่ายยา เขาบอกพอได้ยินผู้หญิงพูดแบบนั้น คำพูดอ.อวยพรบ้านดินลอยมาเลย เขาก็บอกผู้หญิงไปว่า


“ฟังดูเหมือนตอนนั้นคุณไม่มีทางเลือก ถ้าคุณท้อง คุณก็เรียนไม่จบ ฉะนั้นมันเป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ ที่ทำให้ต้องทำแท้ง”


ผู้หญิงพอได้ยิน ก็หน้าตาเปลี่ยนไปเลย พยาบาลคนนั้นบอกว่าเขาใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงฟัง ทำให้ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้สึกโทษตัวเอง คือคนเราพอโทษตัวเอง มันก็กลายมาเป็นซึมเศร้า แล้วเขาก็ทำงานกับผู้หญิงคนนี้ต่อว่า แล้วผู้หญิงคิดยังไง จะบอกแฟนไหม หรือไม่บอก แต่อย่างน้อยผู้หญิงก็ได้ break the silence (ทำลายความเงียบงันจากการที่ต้องเก็บซ่อนเรื่องราว ความรู้สึกที่ไม่เคยบอกกับใคร เพราะรู้สึกว่าบอกใครไม่ได้)


ฉะนั้นแล้ว การทำงานแนว empowerment counseling ก็ต้องขยายน่ะค่ะ เพราะว่าผู้หญิงจะรู้สึกผิดเยอะมาก ไม่ได้ดูแลพ่อแม่ก็ผิด ไม่มีลูกก็ผิด ทำแท้งก็ผิด หมดเลย ความรู้สึกของผู้หญิงหลายคนเนี่ย มันนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า มันนำไปสู่ปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ อีกเยอะ


เวลาที่สอนคอร์ส 7 วัน จะบอกกับพยาบาลเลยว่า คุณจะต้องทำงานเรื่อง guilt (ความรู้สึกผิด) กับผู้หญิง เพราะผู้หญิงรู้สึกผิดเยอะมาก แม้กระทั่ง trauma (อาการบาดเจ็บที่จิตใจ) ที่เกิดจากการถูกข่มขืน หลายคนที่ยังไม่ผ่านกระบวนการ (รับคำปรึกษา) ก็ยังคิดโทษตัวเองว่า “เอ เพราะเราไปทำอะไร (ผิด) รึเปล่า เราถึงได้ถูกข่มขืน”

Trauma survivors (ผู้ผ่านพ้นอาการบาดเจ็บทางจิตใจ) ที่เป็นผู้หญิง อายุ 40 ปีขึ้นไปนี่ ลองตามฟังได้เลย มันเป็นปัญหาที่เกิดจากเรื่องเพศแทบทั้งนั้น แล้วเขาไม่กล้าพูดกับใคร ซึ่งตอนหลังๆ ความรู้สึก guilt หรือ trauma มันย้อนกลับมาทำลายสุขภาพของเขา


ตอนหลัง ๆ จะบอกกับพยาบาลว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานด้านไหนก็ตาม เมื่อคุณเจอผู้หญิงเป็นซึมเศร้า คุณต้องฟังเขานะ

เราเคยไปทำวิจัยกับแผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ และศูนย์ประสานงานด้านเพศภาวะและสุขภาพสตรี ม.ขอนแก่น ไปอบรมพยาบาลที่สถาบันจิตเวชที่เป็นมาตรฐานที่อุบล แล้วหลังอบรมเราต้องตามดูเขาเป็นเวลาหนึ่งปี เขาดูแลผู้หญิงที่มีอาการซึมเศร้า 229 คน คือมารับยาแล้วก็กลับ ก็บอกเขาว่าต่อไปอย่าเพิ่งให้ยา คุณแค่ฟังเขา 15 นาทีให้เขาได้ระบาย แล้วสะท้อนกลับ ปรากฏ ว่า 187 คนมีอาการซึมเศร้าที่เกิดจากการถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว คือถ้าผู้ให้บริการไม่ไปดูแลตรงนั้น เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม คือ ไม่มีใครฟัง ๆ


แคทธรีน[4]เพื่อนที่เป็นอาจารย์สอนการให้คำปรึกษาที่อเมริกา เคยเล่าให้ฟังว่า ทำไมมันจึงเกิด feminist counseling (การให้การปรึกษาแนวสตรีนิยม) ขึ้นในโรงพยาบาลที่อเมริกา เพราะเขาเจอว่า ผู้หญิงที่ซึมเศร้านี่ 80% มาจาก ปัญหาการถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หรือ gender based violence (การถูกกระทำความรุนแรงเนื่องมาจากฐานเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ) ถ้าเราไม่จัดการตรงนั้น ให้แต่ยากับเขา เขาก็กลับมารับยาอยู่อย่างนี้


(คำถามจากคอมเมนท์)


นอน-ไบนารี่ (กลุ่มที่ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการแบ่งเพศเป็นสองขั้วตรงข้าม) อยู่ในวงขับเคลื่อนเรื่องการทำแท้งด้วย เขารู้สึกแย่กับการใช้คำว่า “ผู้หญิง” มีคำไหนที่เหมาะสมไหม ที่จะทำให้เขารู้สึกว่า เขาถูกนับรวมด้วย


ก็บอกว่าอย่างนี้ ขบวนการเคลื่อนไหวเรื่องการทำแท้งก็จะประกอบด้วยผู้หญิง กลุ่มนอนไบนารี่ คนข้ามเพศอะไรก็ว่าไป อย่างที่อเมริกานี่ ชอบตรงที่ เขามองว่ายิ่งมีพันธมิตรมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีนะ มีพันธมิตรก็หมายถึงว่า มีคนที่เขาเห็นด้วยกับประเด็นเราเข้ามาร่วม เราก็ต้องเอาชื่อเขามารวมในนั้น ต่อไปก็จะมีผู้ชายที่เห็นด้วยกับการทำแท้งเขามารวมด้วย

ถึงได้บอกว่าชอบคำว่า “เฟมินิสต์” เพราะคำว่าเฟมินิสต์ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงนะ


เฟมินิสต์ คือกลุ่มคนอายุเท่าไหร่ก็ได้ เพศอะไรก็ได้ ไม่มีเพศก็ได้ ที่ไม่เห็นด้วยกับความไม่เป็นธรรมทางเพศ


อยากให้กำลังใจทุกคนว่า เราทำงานเรื่องใหญ่ ทำยังไงที่เราจะพูดจาแบ่งปันกันบ่อย ๆ ให้เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ใหญ่ขึ้น ๆ เวลามีอะไร เราต้องหาพันธมิตร และต้องทำต่อเนื่อง จริง ๆ เรื่องทำแท้ง เรื่องการไม่ยอมรับภิกษุณี

ไม่ยอมรับ LGBTIQ มันเรื่องเดียวกันหมดเลย เพราะมันมาจากระบบคิด วิธีคิด ระบบสังคมทั้งหมด ไม่ว่าจะสถาบันไหน มันไม่ได้ให้พื้นที่กับผู้หญิง กับ LGBTIQ หมดเลย


ที่อเมริกา มีองค์กรศาสนา คนก่อตั้งเป็นพระผู้หญิง อยู่ที่บอสตัน เขาทำหมดทุกประเด็นเลย ประเด็น LGBTIQ ประเด็นเรื่องผู้หญิง เรื่องทำแท้ง ทำกับพระก็ทำ ขบวนการเขาใหญ่มาก อยากจะเห็นขบวนการเคลื่อนไหวแบบนั้นในบ้านเราบ้าง บางประเด็นเราอาจจะทำน้อย ไม่ได้ลงมือทำ แต่เราสามารถเป็นพันธมิตร ช่วยสนับสนุนผลักดันเชิงนโยบายให้เขาได้


และนี่ก็คือหนึ่งชั่วโมงครึ่งกับบทสนทนาที่เปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องพุทธศาสนา สตรีนิยม กับการทำงานด้านความเป็นธรรมทางสังคม ที่เติมเต็มพลังให้กับคนทำงานเคลื่อนไหวทางสังคมด้านผู้หญิง ความรุนแรง LGBTIQ ในวันที่การต่อสู้ในเรื่องเหล่านี้ยังต้องดำเนินไปอีกยาวไกล




“ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาฟัง และเรายังต้องเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องทำงานด้วยกันต่อ ใครเหนื่อยล้า burn out มาภาวนาที่ศูนย์เชียงดาวนะ ดูแลตัวเอง รักตัวเองนะ สวัสดีค่ะ”


เธอฝากคำพูดทิ้งท้าย ก่อนลาจากกันไป ด้วยน้ำเสียงสดใส ในตอนสองทุ่มกว่า ทั้งที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านที่เชียงใหม่เพียงแค่วันเดียว หลังการเดินทางไกลจากบ้าน ไปพักผ่อน และทำงานนานหลายเดือน


ขอบคุณพี่อวยพรแทนทุก ๆ คนอีกครั้งเช่นเดียวกัน ที่ยังอยู่ตรงนี้ ช่วยให้เราเคารพปัญญาของเราเอง และให้พลังกับเราเสมอ ในวันที่เศร้า หมดแรง และเหนื่อยล้าอย่างวันนี้ และวันที่ผ่าน ๆ มา






[1] อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ 4 ประกร ได้แก่ ทุกข์ (ความจริงว่าด้วยความทุกข์) สมุทัย (ความจริงว่าด้วยเหตุแห่งทุกข์) นิโรธ (ความจริงว่าด้วยทางดับทุกข์ ) มรรค (ความจริงว่าด้วยวิถีแห่งการดับทุกข์) [2] หมายถึงรัฐที่เป็นกลางทางด้านศาสนา [3] วิธีการเป็นพันธมิตรที่หนุนเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ




51 views0 comments