Feminista Perspective : เปิดคลังหนังโป๊ สิทธิ จินตนาการ และผลกระทบบนโลกแห่งความจริง




เราไม่สามารถตัดสินใครว่าเป็นคนไม่ดีจากจินตนาการทางเพศและการเสพสื่อที่มีเนื้อหาขัดต่อกฎหมายและสิทธิมนุษยชน แต่เราควรตั้งคำถามกับสื่อเหล่านั้นว่าเขาจะรับผิดชอบต่อสังคมที่เกิดอาชญากรรมเพราะสื่อโป๊ที่มีเนื้อหาขัดต่อกฎหมายและสิทธิมนุษยชนเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง เพราะความแตกต่างระหว่างหนังโป๊กับชีวิตจริง ไม่ได้น่าเสียวอย่างที่ได้ดูแม้แต่น้อย



ช่วงที่ผ่านมาผู้เขียนได้ลองทำแบบสอบถามอย่างไม่เป็นทางการในทวิตเตอร์ โดยเนื้อหาของแบบสอบถามเกี่ยวกับการเสพสื่อโป๊และจินตนาการทางเพศ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 1,422 คน อยู่ในวัยที่หลากหลาย (ส่วนมากอยู่ในวัยเรียน) เป็นผู้ชายประมาณ 23.6 % และเป็นผู้หญิงประมาณ 76.4% ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะเจาะจงไปยังพื้นที่รสนิยมอันสร้างข้อถกเถียงออนไลน์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่า


หากเรามีแฟนตาซีทางเพศกับสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างอิสระภาพในการเสพและสร้างสื่อสนองจินตนาการ และแบบไหนจึงจะเรียกว่าการสนับสนุนอาชญากรรม



มีอะไรน่าสนใจในคำตอบของแบบสอบถามบ้าง ?


จากแบบสอบถามที่มีตัวเลือกจินตนาการทางเพศรูปแบบต่างๆ กว่า 60 รูปแบบ พบว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีรสนิยมชอบการแสดงว่าถูกข่มขืน (Rape Fantasy) ด้วยจำนวนตัวเลข 14.9% โดยในที่นี้ Rape fantasy หมายถึง ความชื่นชอบในการดูสื่อโป๊ที่มีลักษณะเป็นการข่มขืน หรือมีความต้องการให้คู่นอนของตนเองกระทำกับตนในลักษณะขืนใจ ส่วนแฟนตาซีอีกประเภทที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ Abuse fantasy (การมีเพศสัมพันธ์แบบใช้ความรุนแรงทางอำนาจ) ไม่ว่าจะเป็นการลักหลับหรือตัวละครแสดงออกมาอย่างไม่เต็มใจ มีผู้ตอบแบบสอบถามว่าสนใจแฟนตาซีลักษณะนี้มากถึง 19.6% และมีเปอร์เซนต์ที่สูงเมื่อเทียบกับแฟนตาซีที่ตัวอื่น ๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิเด็ก ไปจนถึงการก้าวล่วงทางอำนาจหรือไม่ได้มาจากความสมัครใจของผู้คนที่เกี่ยวข้อง เช่น การแอบถ่าย (Voyeur) และ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว (Incest)


ผู้เขียนจึงพยายามสร้างความเข้าใจว่าเหตุใด การข่มขืนที่ถือเป็นหนึ่งในอาชญากรรมในสังคมถึงได้มีการถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบที่เราสามารถเข้าเว็บแล้วหลับตาสุ่มก็กดเจอ นอกจากนี้ในสื่ออย่างนิยายแฟนฟิคที่มีฉากติดเรท (ฉาก NC) ก็สามารถพบเห็นเรื่องราวการข่มขืนได้กลาดเกลื่อนไม่ต่างกัน หรือละครน้ำเน่าที่ไม่ได้นับว่าเป็นสื่อโป๊แม้แต่น้อย ก็ได้นำการข่มขืนมาทำให้เป็นเรื่องน่าฝันหวาน เป็นบ่อเกิดของความรักของคนทั้งสองคน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเหยื่อจากการข่มขืนไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย ไม่ได้ก่อให้เกิดความรักใด ๆ ทั้งนั้น มีแต่บาดแผลและความเจ็บปวด


สำหรับเรื่อง Rape Fantasy นั้น เป็นจินตนาการทางเพศที่นักจิตวิทยาหลาย ๆ คน เช่น Jenny M Bivona, Joseph W Critelli และ Michael J Clark เชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติในการที่เราอาจจะมีความอยากในการถูกบังคับขืนใจ ในปี 2012 มีผลการวิจัยจาก Notre Dame and the University of North Texas อธิบายถึงการมี Rape fantasy ในเพศหญิง ว่าสาเหตุมีสามข้อด้วยกัน


1. Sexual Blame Avoidance: การตีตัวออกห่างจากเรื่องเพศ ด้วยความเชื่อของสังคมที่จำกัดกรอบการแสดงออกของทางเพศเพศหญิง เพราะการถูกข่มขืน เราเป็นคนที่ถูกบังคับ เราไม่ได้ฝักใฝ่ในเรื่องเพศซะหน่อย เราจึงไม่ได้เป็นคนที่ผิดอะไร


2. Sexual Desirability: ความปรารถนาทางเพศ เป็นความรู้สึกของการเพิ่มความมั่นใจในเสน่ห์และความน่าหลงใหลในตนเอง ฉันทำให้ผู้ชายหลงรักฉัน ฉันเป็นคนที่ฮอตมาก


3. Sexual Openness: การเปิดกว้างในแฟนตาซี ยอมรับในจินตนาการนั้น ๆ โดยไม่มีเรื่องของความกดดัน ความรู้สึกผิด หรือความอายเข้ามาเกี่ยวข้อง เราสามารถมีความสุขไปโดยไม่มีขอบเขตกั้น เพราะมันเป็นแฟนตาซีที่อยู่ในหัว จะคิดยังไงอะไรก็ได้


จากเหตุผลตรงนี้ก็เห็นอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้าง เช่น เรื่องที่ตีตัวออกห่างจากเรื่องเพศ Sexual Blame Avoidance เพราะมีความเชื่อของสังคมที่ว่าผู้หญิงนั้นไม่ควรฝักใฝ่ในเรื่องเพศ จะทำให้ดูไม่งาม และในเรื่องของ Sexual Desirability ที่เชื่อว่าผู้หญิงหลาย ๆ คนรับอิทธิพลมาจากนิยายประโลมโลก (Romance Fiction) ที่นางเอกทำให้พระเอกที่ดูเป็นผู้ชายกล้าหาญ อันตราย ๆ แมน ๆ เคลิบเคลิ้มและคล้อยตามไปกับเธอ จนท้ายที่สุดก็ได้แต่งงานมีลูก สิ่งเหล่านี้ได้สร้างภาพจำและการเหมารวม (Stereotype) ในสังคมว่า ผู้ชายต้องแมน ๆ ในขณะที่ผู้หญิงต้องเป็นเจ้าหญิงรอให้เจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วย


และเรื่อง Sexual Openness ก็เป็นอะไรที่ขัดแย้งกับ Sexual Blame Avoidance แต่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นปัจจุบันมาก ๆ หรือเกิดขึ้นในสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างเรื่องเพศ เช่น มันเป็นแฟนตาซีที่อยู่ในหัว จะคิดยังไงอะไรก็ได้ เป็นการปลดล็อคตัวเองจากกรอบของสังคมเดิม ๆ โดยมีสิ่งที่สามารถพอเห็นได้จากความนิยมในการโรลเพลย์ ที่อยู่ในภายใต้ความยินยอมของคนที่จะร่วมโรลเพลย์กัน (โรลเพลย์ คือ การสวมบทบาทเป็นตัวละครใดตัวละครหนึ่ง อาจจะมีคอสตูมหรือของเล่นมาใช้เพื่อเสริมอรรถรส เช่น โรลเพลย์แสดงเป็นโจรบุกเข้ามาปล้นและขืนใจเจ้าของบ้าน)


ทั้งนี้ ตัดภาพจากจินตนาการมาสู่ชีวิตจริง การข่มขืนในชีวิตจริงที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือ การข่มขืนในคู่รัก ที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมแฝง (Hidden crime) ซึ่งแตกต่างจากในหนังและแฟนตาซีมาก ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง มันอาจลามไปถึงการที่เราต้องตัดขาดจากเพื่อน จากโลกภายนอก การถูกกดดันให้ทำในสิ่งต่าง ๆ โดยคู่ของเรา อาจจะเป็นตัวแปรจากศาสนา ครอบครัว หรือตัวแปรจากความเป็นคู่กัน ที่ต้องยอมเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้ หรือจะเป็นตัวแปรจากการแต่งงาน เช่น คิดว่าหากหย่าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น มันมีสถานการณ์ในอนาคตเข้ามาให้คิด แล้วเราเป็นผู้หญิงแล้วอาจถูกด่าทอโดยสังคม มันมีกรอบของสังคมที่ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง ชีวิตจริงกับแฟนตาซีเลยไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป


สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ การเสพสื่อข่มขืนในปัจจุบันนั้น ถูกผู้เสพมองว่าเป็นเรื่องปกติหรือไม่? เป็นสิ่งที่ควรตระหนักและแยกแยะได้ขนาดไหน หากการข่มขืนส่วนมากยังคงมาจากคนรู้จักหรือคู่รัก?
หากปัจเจกมองว่าปกติ สังคมจะมองว่าการใช้อำนาจในเพศสัมพันธ์นั้นปกติไปด้วยหรือไม่? และถ้าหากไม่ใช่ทุกคนที่จะมีวิจารณญาณพอที่จะฉุกคิด ตัวสังคมเอง หรือผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมหนังโป๊ ควรร่วมรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างไร?

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรสนิยมชอบ Rape Fantasy ท่านหนึ่งบอกกับเราว่า


“ต่อให้เรามีจินตนาการทางเพศแบบนี้ แต่ในชีวิตจริงเราก็ไม่อยากถูกข่มขืนจริง ๆ หรอกนะ

ไม่มีใครอยากถูกข่มขืนจริง ๆ หรอก”




ส่วนแฟนตาซีอันดับที่สองรองจากการข่มขืนและใช้ความรุนแรงคือการแอบถ่าย แอบส่อง (Voyeur) คิดเป็น 10.3% ทั้งนี้อาจจะเป็นคลิปหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอน หรืออาจจะมาจากการถูกตั้งกล้องแอบถ่ายโดยไม่รู้ตัว นอกจากการแอบถ่ายจริงๆ แล้ว ก็ยังมีการแสดงหรือกำกับว่าถูกแอบถ่ายอีกด้วย โดยสื่อประเภทแอบถ่ายนี้สามารถหาได้โดยทั่วไปในเว็บไซต์สื่อโป๊ ไปจนถึงการตั้งกลุ่มซื้อขายคลิปแอบถ่ายในกลุ่ม LINE


ในกรณีของการแอบถ่าย มีความชัดเจนว่า เป็นการกระทำที่ไม่ได้มาจากความยินยอมใจของผู้ที่อยู่ในคลิปวิดีโอหรือในภาพเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิ์ และสร้างบาดแผลทางจิตใจต่อผู้ที่ถูกเป็นเหยื่อ

เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคลิปที่ถูกปล่อยออกไปมีคนได้ดูกี่คนแล้ว หรือมีคนได้ดาวน์โหลดเก็บไว้อีกกี่คนถึงแม้ว่าคลิปนั้นได้ถูกแจ้งให้ลบทิ้งไปแล้ว


ซึ่งเราถามผู้ตอบแบบสอบถามว่า เห็นด้วยหรือไม่หากเว็บโป๊จะมีนโนยายแบนคลิปแอบถ่ายโดยอัตโนมัติ ความเห็นที่ต้องการให้แบนโดยอัตโนมัติมี 91.5% ส่วนอีก 8.5% นั้นไม่เห็นด้วยกับการแบนสิ่งผิดกฎหมายนี้ออกจากเว็บโป๊

แนวคิดเรื่องการแอบถ่ายไม่ใช่หนังโป๊ นำไปสู่การเคลื่อนไหวทางสังคมในชีวิตจริง


มีเคสจาก #NotYourPorn https://notyourporn.com/ ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวของเหยื่อที่ถูกนำคลิปแอบถ่าย/ถูกแฮ็คโทรศัพท์และนำภาพถ่ายส่วนตัวไปลงในเว็บโป๊ต่าง ๆ โดยที่พวกเธอไม่รู้ตัว แฟนเก่าของพวกเธอหรือคนที่อัพโหลดก็ได้เงินจากยอดวิวคลิป ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้มาจากความยินยอมด้วยซ้ำ แย่ไปกว่านั้นมีคลิปของผู้เยาว์ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีอีกด้วย กลุ่มองค์กรนี้จึงต้องการให้เกิดการควบคุมเว็บโป๊และตัวอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวดมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่สอดส่องเฝ้าดู แต่ต้องกำจัดเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างทันที


Rose Kalemba หนึ่งในเหยื่อได้ให้สัมภาษณ์ต่อ BBC ถึงฝันร้ายที่สุดในชีวิตของเธอที่ไม่ได้จบเพียงแค่การถูกข่มขืนตอนอายุ 14 แต่คลิปนั้นก็ยังถูกเอาเผยแพร่ในเว็บโป๊ในหมวด ‘Secret Recording’ และทางเว็บโป๊ขาใหญ่อย่าง Pornhub เองก็ไม่ได้มีการจัดการต่อคลิปนั้นแต่อย่างใด รวมถึงคลิปของผู้เสียหายคนอื่น ๆ ใน ‘หมวด’ หนังโป๊อันนี้ด้วย


“LEAKED SEX TAPES is not a genre.”
“คลิปหลุดไม่ใช่หมวดหนัง”

ประเภทแฟนตาซีสีเทาอันดับที่สามคือแนวเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและญาติพี่น้อง (Incest) มีจำนวน 8.9% จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด


การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและญาติพี่น้องในมุมมองหนังโป๊ (Fauxcest – Fictional Incest Porn) ก็คือการจับนักแสดงที่ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดมาถ่ายแบบปกติ แต่แค่แปะป้ายชื่อเรื่องไว้ประมาณ “พ่อจ๋าหนูอยากได้” “แม่เลี้ยงสุดสวยหน้าอกใหญ่ xxx” “พี่ชายของฉันสุดจะขี้x” อะไรเทือก ๆ นี้ แค่ชี้ให้เห็นว่ามันมีคนในครอบครัวมีเพศสัมพันธ์กันพอ ซึ่งบางครั้ง ตัวหนังต้นฉบับที่เป็นภาษาต่างประเทศ อาจไม่ได้จัดวางความสัมพันธ์ของตัวละครไว้ในลักษณะ Incest แต่เมื่อถูกก็อปปี้มาใส่ในเว็บโป๊ไทย กลับเกิดการตั้งชื่อให้เป็นเรื่อง Incest เพื่อเรียกยอดวิวและเอาใจรสนิยมคนไทยโดยเฉพาะ


Jacky St. James ผู้กำกับหนังโป๊เฟมินิสต์ ได้ออกมาพูดถึงเรื่อง Incest ไว้ว่า


“มันเป็นหนึ่งในสิ่งต้องห้ามที่ไม่มีทางทำได้ในสังคมจริง ๆ และเมื่อกล่าวถึงสิ่งต้องห้าม มันก็มักจะน่าดึงดูดใจถูกไหมล่ะ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ”


นอกจากผู้กำกับแล้ว นักแสดงอย่าง Gia Paige ก็มีความเห็นที่จะไม่ทำ Fauxcest ด้วยเหตุผลที่ว่า ในช่วงแรก ๆ ที่เธอเข้าวงการมานั้น แนว Incest ยังไม่ได้ดังเท่าในปัจจุบัน ในตอนนี้แทบจะทุก ๆ เรื่องที่เธอถูกจองตัวไว้ต่างเป็นแนวมีอะไรกับคนในครอบครัวหมด และแฟน ๆ ของเธอเริ่มทำตัวประหลาด ขึ้นเรื่อย ๆ


เธอได้เล่าว่า


มีแฟนคลับคนหนึ่งบอกกับฉันว่าเขากับภรรยาได้กักตัวลูกของเขาไว้ จนกว่าเขาจะโตพอที่จะขึ้นเตียงแล้วร่วมมีอะไรกับพวกเขา ฉันตกใจมาก ๆ เหมือนกับว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กคนนี้ถูกล่วงละเมิดทางเพศเลย”


หลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอยอมให้ค่ายหักคิวของเธอลงถึงครึ่งนึง เธอปฏิเสธการเล่นบทแนวนี้และจะไม่รับเล่นอีกต่อไป


“เทคโนโลยีอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว ฉันไม่อยากให้เด็กคนไหนก็ตามมาเห็นฉันในหนังพยายามเกลี้ยกล่อมให้พี่ชายมาเอากับฉัน และทำให้เด็กเข้าใจว่ามันโอเคนะที่เขาจะกลับไปทำตามที่บ้านกับน้องสาวหรือญาติของเขา ฉันรักวงการหนังโป๊นะ แต่ฉันก็หวังว่าอยากให้เทรนด์นี้มันตาย ๆ ไปซะ”


มันดูจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงเพราะการตั้งชื่อเรื่องจริง ๆ ทั้งที่เนื้อเรื่องภายในมันก็ดูไม่ได้ต่างอะไรจากหนังโป๊ทั่วไป แต่สิ่งที่น่าสลดก็คือคนที่ผลิตสื่อเหล่านี้ออกมา ยอมที่จะขายฝันปลอม ๆ ของผู้บริโภคทิ้งแล้วเปลี่ยนชื่อเรื่องไปเป็นอะไรก็ได้ที่ ‘รับผิดชอบต่อสังคม’ กว่านี้ อย่างน้อยที่สุดก็อาจเซฟเด็กคนหนึ่งจากผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นได้


ในอันดับสุดท้าย ‘การมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก’ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นแฟนตาซีที่มีผู้ตอบแบบสอบถามนิยมเท่าหมวดอื่น แต่ยังสามารถสังเกตได้ว่า สื่อที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กยังคงถูกเสพอยู่ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นตามสื่อโป๊ หรือแฟนฟิคชั่นก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องน่าใคร่ครวญว่า ไม่ว่าจะเสพสื่อเนื้อหาแบบนี้ทางช่องไหนก็ตาม ผู้เขียนเล็งเห็นความเข้าใจและความพยายามที่จะบิดผันและหาความชอบธรรมต่าง ๆ เพื่อให้ ‘การมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก’ กลายเป็นรสนิยมที่ยอมรับได้ตามบทสนทนาบนโลกออนไลน์


ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ชอบการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กนั้น บางส่วนอาจจะเป็นการแสดงออกของโรคทางจิตเวชซึ่งสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา (American Psychiatric Association) ได้กำหนดไว้ว่า Pedophilic disorder นั้นมีลักษณะอาการดังนี้


อาการของ Pedophilia จะอยากมีเพศสัมพันธ์กับเด็กอายุก่อนวัยเจริญพันธุ์ ในเด็กผู้หญิงราวๆ อายุ 10-11 ปี ในขณะที่เด็กผู้ชายอายุราวๆ 11-12 ปี หรือคร่าว ๆ คือ อายุ 13 ขวบลงไป โดยคนที่ถูกมองว่ามีอาการ ‘ใคร่เด็ก’ นี้ต้องมีอายุอย่างน้อย 16 ปี และแก่กว่าเด็กที่จ้องจะระบายความใคร่อย่างน้อย 5 ปี แต่ในเรื่องของอายุเราก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดขนาดนั้น จะมีสิ่งที่เรียกว่า Age of Consent อยู่ซึ่งไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ ก็จะขึ้นอยู่กันประเทศนั้น ๆ ว่าจะมีการตัดสินอย่างไร


ถ้าหากพูดถึงในอุตสาหกรรมหนังโป๊ก็จะเป็นแนวของ Fake Child Porn การนำนักแสดงหน้าเด็กมาแสดงแบบโกงอายุ (เพราะเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าการลงคลิปของผู้เยาว์ในเว็บโป๊เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และไม่ได้เกี่ยวกับ Age of Consent ในแต่ละประเทศเลย) ถ้าจะให้เข้าข่ายจริงๆ ต้องเป็นการครอบครองรูป/คลิปนู้ดของผู้เยาว์ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง และในกรณีนี้เรื่อง Age of Consent ของแต่ละพื้นที่ก็ไม่สามารถนำมาแก้ต่างทางกฎหมายได้ หากอายุต่ำกว่า 18 ปีก็คือตัดสินผิดลูกเดียว แต่ก็ยังคงมีคลิปและภาพถ่ายของผู้เยาว์อยู่มากมายตามอินเตอร์เน็ต และไม่ใช่เพียงแค่เว็บโป๊เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

ซ้ำร้าย ผู้เผยแพร่อาจจะเป็นของผู้ปกครองหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กคนนั้น


การใคร่เด็กปรากฎได้ในสื่อหลากหลายชนิด ไม่ใช่เพียงแค่หนังโป๊ แต่รวมไปถึงการ์ตูน นิยาย แฟนฟิค มังงะ โดจิน เกมส์ มีเยอะมาก ๆ จนน่าตกใจ ไม่ว่าจะเป็นมังงะที่ตัวละครอายุ 11 แต่มีจิตใจเป็นคนอายุ 25 ซึ่งก็มีคนเคยถกเถียงว่านับเป็น Pedophilia หรือไม่ เกิดบทสนทนาเช่น “การหากินทางเพศกับตัวละครเด็กมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอ่านสักเท่าไหร่อยู่แล้ว” “เรื่องจิตใจที่เอามาใส่ในตัวละครเด็กมันเป็นแค่ข้ออ้างที่จะไม่ดูเป็นคนที่เป็นกามวิปริตเท่านั้นเอง”


เบสท์ บุษยาภา ศรีสมพงษ์ นักกฎหมายผู้ก่อตั้งองค์กร SHero ได้ให้ความเห็นถึงปัญหาของเฮ็นไต (หนังโป๊แนวการ์ตูน) รวมไปถึงรสนิยมข่มขืนและใคร่เด็กที่เกิดขึ้นในสังคม ในเรื่องของปัจจัยของการข่มขืน ที่มีทั้งเรื่องการใช้อำนาจ ความไม่เท่าเทียมทางเพศ และบรรทัดฐานของสังคม ปัญหาของเฮ็นไตคือเป็นสื่อที่ฉายภาพของปิตาธิปไตย (Patriarchy) และนำเสนอการมองบุคคลบางกลุ่มเป็น Sex Object จนในที่สุดสื่อเหล่านี้ก็นำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการที่สื่อต่าง ๆ นำเสนอเรื่องเหล่านี้ สนับสนุนการกระทำเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้สังคมไม่ตระหนักว่า การล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องที่จริงจัง


นอกจากนี้ Emma Thomas นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ ได้กล่าวไว้ถึงเรื่อง Rape Culture ที่เกิดขึ้นจากสื่อต่าง ๆ เช่น เฮ็นไต ละครหลังข่าว “เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ว่า เฮ็นไตถึงแม้ว่าจะไม่มีผู้ถูกล่วงละเมิดขณะถ่ายทำ แต่คนส่วนใหญ่ก็สามารถเห็นได้ว่า เฮ็นไตถูกสร้างมาเพื่อตอบสนอง มุมมองของผู้ชาย (Male Gaze)” การสร้างสื่อที่ใช้ ‘มุมมองของผู้ชาย’ ทำให้ผู้ที่ได้รับเกิดความคิดบิดเบี้ยว (และความคิดเบียว ๆ)

หลาย ๆ อย่าง เช่น สนับสนุนการมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ การมองว่าเพศหญิงก็เหมือนกับทาส และอาจกลายเป็นเรื่องน่าวิตกขึ้นมาหากเด็กผู้ชายหลาย ๆ คนเข้าใจว่า “มุมมองแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายก็มองกัน”




เรื่องของการใคร่เด็กในปัจจุบันยังไม่สามารถนับมาเป็นรสนิยมหรือแฟนตาซีได้

เพราะว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง ความเป็นผู้ใหญ่-ความเป็นเด็ก แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นตัวแปรสำคัญของเรื่องนี้ อำนาจของความเป็นผู้ใหญ่นั้นจะคอยกดขี่เด็ก ลองคิดดูว่าในชีวิตจริงเรามีเด็กในปกครอง และเรามีความสัมพันธ์แบบนี้กับเด็ก มันเป็นอันตรายต่อเด็กคนนั้นขนาดไหน consent ความยินยอมก็ไม่สามารถเอามาพูดแก้ต่างอะไรตรงนี้ได้ เพราะเด็กนั้นอายุต่ำกว่าเกณฑ์จริง ๆ เอาแค่เป็นผู้เยาว์ก็ผิดกฎหมายแล้ว สอดคล้องกับข่าวข่มขืนเด็กที่ผุดขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ และหลังจากการสืบสวนก็มีการแก้ต่างว่าเด็กนั้นสมยอมให้ถูกกระทำ ข้ออ้างเรื่องความยินยอมนี้เป็นวาทกรรมที่ฉกฉวยโอกาสจากความไร้เดียงสาของเด็ก และกดขี่เด็กด้วยความกลัว


แตก็มีเส้นบาง ๆ ของการก่ออาชญากรรมนี้ บางทีคนที่ข่มขืนเด็กก็ไม่ใช่กลุ่มที่มีอาการ Pedophile เสมอไป แต่เป็นคนที่เห็นช่องว่างในเรื่องของการใช้อำนาจและการบังคับเลยเลือกเหยื่อที่สู้ตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน หรือจะเป็นใคร่เด็กจริง ๆ การใช้อำนาจทั้งสองรูปแบบล้วนเป็นเรื่องที่อันตรายหากจะให้การยอมรับในสังคม


“ผู้เขียนอยากจะขอย้ำอีกครั้งว่า Pedophilia ไม่ใช่รสนิยมอย่างแน่นอน”

ผู้เขียนมองว่ามีความเชื่อมโยงกัน หากความใคร่เด็กนำไปสู่การข่มขืน การแอบถ่ายนำไปสู่การข่มขืน ทั้งหมดทั้งมวลก็มีความเกี่ยวข้องกันในด้านของ ‘ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ’ ที่พอมาเป็นเรื่องในชีวิตจริงแล้วมันก็ไม่ได้ดูน่าเสียวน่าตื่นเต้นเหมือนกับในหนัง ยิ่งกับเหยื่อที่โดนกระทำแล้ว มันก็คือนรกขุมหนึ่งดี ๆ นี่เอง


แต่ก็มีคนตั้งคำถามกับผู้เขียนว่า “การดูหนังโป๊ก็ไม่ต่างอะไรจากการเล่นเกมปล้นฆ่า เราต้องแยกแยะได้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ตอนเล่นเกมเราก็รู้ว่าการปล้นไล่ฆ่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่เราก็ยังสามารถสนุกไปกับมันได้ไหมล่ะ”


ความแตกต่างของสื่อปล้นฆ่ากับสื่อละเมิดทางเพศต่างกันตรงที่ การปล้นฆ่าเป็นอาชญากรรมที่โจ่งแจ้งและทั้งสังคมเห็นพ้องต้องกันว่าผิดกฎหมายอย่างแน่นอน การชิงทรัพย์แล้วคร่าชีวิตผิดกฎหมายอาญานั้น สังคมช่วยสอดส่องและพึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่รุนแรง ในขณะที่กรณีล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืนมักถูกเพิกเฉยในสังคม บ่อยครั้งสังคมเองก็ไม่นับว่าเป็นการละเมิดและปกป้องผู้กระทำด้วยซ้ำไป


ยกตัวอย่างเช่น กรณี Hidden Crime หรือการข่มขืนในคู่รัก ซึ่งสามารถพบเห็นได้บ่อยครั้ง แต่ตำรวจเพิกเฉย ไม่รับแจ้งความ เพราะเห็นว่า ‘เป็นเรื่องในครอบครัว’ การล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นโดยคนใกล้ชิดเป็นส่วนมาก เพราะสามารถเลือกเหยื่อที่ใกล้ตัวและปกปิดความผิดได้ ในกรณีที่เกิดขึ้นกับเด็ก บางทีเด็กยังไม่รู้เลยว่าการล่วงละเมิดทางเพศคืออะไร และคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเป็นเรื่องปกติในสังคม


ถ้าหากลองเปรียบเทียบโดยยกเรื่องกฎหมายขึ้นมา การสืบสวนเพื่อหาฆาตรกรในการปล้นฆ่านั้นง่ายกว่า รวมถึงในทางกฎหมายสามารถสืบเจตนาและตัดสินได้ชัดกว่าในกรณีล่วงละเมิดทางเพศ ที่จำเลยสามารถโทษเหยื่อว่ามีการสมยอม และการสืบหาเจตนาเพื่อตัดสินโทษก็จะมีความพร่ามัว และยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้นการเปรียบเทียบกันระหว่างการเล่นเกมปล้นฆ่ากับการดูหนังโป๊ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเมื่อนำมาถกเถียงกันในเรื่องผลกระทบที่ตามมาของสื่อทั้งสองนี้


ผู้เขียนคิดว่า ถ้าหากทุกคนแยกแยะได้คงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือดูหนังโป๊อยู่ในห้อง แต่คนที่แยกแยะได้คนเดียวมันคงไม่พอสำหรับสังคมนี้ โดยที่เราจะไปโทษสื่อเกมส์สื่อหนังโป๊ว่าเป็นความผิดของเขาทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะความคิดความอ่านของเราทุกคนก็ไม่ได้ถูกประกอบสร้างมาจากสื่ออย่างเดียว มันเป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งในภาพใหญ่ของคน ๆ หนึ่งก็เท่านั้น


ยกตัวอย่างเช่น มีแฟนฟิคชั่นและนิยายมากมายที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กและทำให้มันโรแมนติก (โดยบางครั้งผู้เขียนเองก็เป็นเด็ก) แต่มีนิยายเพียงไม่กี่เรื่องที่พูดถึงบาดแผลจากการถูกล่อลวงให้มีเพศสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ เช่น “สวนสนุกแห่งการลงฑัณฑ์ รักในฝันของฝางซือฉี” เรื่องราวที่อิงมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของเด็กสาววัย 13 ปี ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับครูสอนภาษาจีนนานกว่า 5 ปี เธอถูกล่อลวงว่าสถานที่ที่เธออยู่คือสวนสนุกอันเต็มไปด้วยรักแท้ จนท้ายที่สุดจิตใจของเธอก็แตกสลายไม่มีชิ้นดี นักเขียนเรื่องนี้ หลิวอี้หาน เธอตัดสินใจจากโลกนี้ไปเมื่อปี 2017 หลังจากเขียนนิยายเล่มนี้เสร็จ โดยมีคนเชื่อมโยงว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในนิยายคือเรื่องจริงของชีวิตเธอ

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่หากเทียบกันแล้ว สวนสนุกแห่งการลงฑัณฑ์ เป็นเพียงนิยาย 1 เล่ม ที่เข้ามาเสนอ “มุมมองอีกมุม” ท่ามกลางมหาสมุทรสื่อโป๊ในโลกอินเตอร์เน็ท


สามารถเห็นได้ว่ารสนิยมที่ขัดต่อกฎหมายและสิทธิมนุษยชนของสังคมนั้นยังถูกเสพอยู่ โดยที่บางคนอาจคุ้นชินจนไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องผิด หรือกว่าจะเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิดก็ใช้เวลานาน การปรับตัวจากการเสพสื่อที่คุ้นชินนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะการรับรู้จากสื่อนั้นได้ค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในผู้ที่ดูทีละนิด ๆ เมื่อนานวันเข้าก็มักจะมีบางส่วนที่อยู่ภายใต้จิตสำนึกและความคิดของเรา แต่การเลือกดูสื่อก็มีความน่าสนใจในตัวของมัน ว่าเราเลือกดูหนังโป๊ตามความชอบอยู่แล้ว หรือหนังโป๊เป็นตัวสร้างรสนิยมให้เราดูในสิ่งนั้นต่อ ๆ ไป


มีคำถามยอดฮิตในโซเชียล “ทำไมเฟมินิสต์ยุคนี้ถึงประสาทxกับเรื่องสื่อจัง” เรื่องสื่อนั้นไม่ได้ดูเพียงแค่ฉายออกมาให้คนดูแล้ว คนดูได้รับอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร แต่จะมองรวมไปถึงเบื้องหลังของสื่อด้วย จึงมีการออกมาพูดถึง ‘การแสวงหาผลประโยชน์’ (Human Exploitation) ภายในสื่อโป๊หลาย ๆ ครั้ง เพราะสื่อโป๊เกี่ยวโยงไปถึงการค้ามนุษย์ (Sex Trafficking) และอาชญากรรมต่าง ๆ ผลผลิตก็คือ หนังโป๊เรื่องหนึ่ง แต่เบื้องหลังก็คือผู้แสดงไม่สมยอม (Non-Consensual Porn)


อย่างเช่นในกรณีของ NthRoom ห้องแชทแชร์ภาพโป๊และคลิปอนาจาร ที่เหยื่อส่วนใหญ่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและโดนบังคับมา ถ้าหากไม่ทำตามก็จะแบล็กเมล์ปล่อยข้อมูลส่วนตัว อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ กรุ๊ป LINE คลิปโป๊เด็ก คลิปแอบถ่าย ที่สามารถเห็นได้เกลื่อนกลาดในประเทศไทย ซึ่งเรื่องผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชน เฟมินิสต์ไม่นิ่งเฉยอยู่แล้ว ถ้าจะให้พูดให้ถูก ‘ทุกคน’ ไม่ควรนิ่งเฉยต่อเรื่องเหล่านี้


ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความเห็นที่หลากหลายกับเราต่อกรณีการเสพสื่อโป๊ที่มีเนื้อหาขัดต่อกฎหมายและสิทธิมนุษยชน


“เรารู้สึกว่าเรากำลังสนับสนุนอาชญากรรมให้เกิดขึ้นเพียงเพราะดูหนังโป๊”


“เรารู้สึกว่ามันก็ไม่ผิดนะที่จะมีจินตนาการทางเพศแบบนี้ มันอยู่ในหัวของเราไม่ได้ไประรานใคร”


“เรามีรสนิยมชื่นชอบในสิ่งที่ผิดศีลธรรม สำเร็จความใคร่ในสิ่งที่สังคมเห็นมิชอบ แต่เราก็ยังคงมีความสุขกับมันอยู่นะ”


คำว่า ‘รสนิยม’ มีมิติมุมมองที่กว้างมาก แต่เมื่อกลายมาเป็นคำว่า ‘รสนิยมและจินตนาการทางเพศ’ ที่พื้นที่สีเทาตรงนั้น ก่อให้เกิดอาชญากรรมแบบวงกว้าง และเป็นสื่อที่เรียกได้ว่าหล่อหลอมพฤติกรรมความชอบและเปรียบเสมือนคุณครูคนแรกที่สอนเรื่องเพศศึกษา ยิ่งในปัจจุบันเรื่อง Early Exposure ต่อสื่อโป๊นั้นเกิดขึ้นกับเด็กที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ในทางกลับกันก็สามารถเห็นได้ว่าคนในสังคมเริ่มมีความตระหนักรู้มากขึ้นกับรสนิยมของตนและเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ผู้เขียนเชื่อว่า หากสังคมช่วยหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งมีความตระหนักรู้ต่อสื่อโป๊ที่ตนได้ดู สังคมมี Sex Education ที่พร้อม ปัญหาเรื่อง Early Exposure จะถูกลดทอนลง พร้อมกับรสนิยมและความเชื่อที่ผิด ๆ ในเรื่องเพศด้วยเช่นกัน ในบางมิติสื่อโป๊ก็สามารถเป็นสื่อทางเพศที่ดีได้ หากคนในอุตสาหกรรมสื่อโป๊เลือกที่จะทำในสิ่งที่รับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น


สุดท้ายนี้ แม้จะยังไม่มีใครสามารถสรุปได้แน่ชัดว่าจินตนาการทางเพศที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขัดต่อกฎหมายและสิทธิมนุษยชนสรุปแล้วทำให้บุคคลนั้นเป็นคนไม่ดีหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือหากเรามีจินตนาการทางเพศและรสนิยมแบบที่ต้องใช้ความระมัดระวังต่อผลกระทบที่อาจเกิดในสังคม (ไม่นับการใคร่เด็กเพราะมันคือภัยสังคม!) สิ่งที่ควรทำคือมีวิจารณญาณและเลือกที่จะไม่เอาการกระทำนั้นไปใช้ในชีวิตจริง


โดยท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนเชื่อว่าหากจะทำให้สื่อที่มีเนื้อหาดลใจเรื่องพื้นที่สีเทาทางเพศให้อยู่ต่อไปในสังคมและถ้าอยากให้คนยอมรับได้ อุตสาหกรรมสื่อโป๊ นักคิดนักเขียน ผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม ก็ต้องพยายามมากขึ้นในการสร้างความตระหนักรู้ให้มนุษย์ทุกคนมีวิจารณญาณ เพราะถ้าเป็นไปได้ สื่อเหล่านั้นต้องไม่ไปดลใจให้ใครก่ออาชญากรรมหรือกดขี่ผู้อื่น แม้แต่เพียงคนเดียวก็ไม่ควรมี



อ้างอิง

Aurora, S. (2019, Feb 24). Can the Disturbing Rise of Fake Incest Porn Be Stopped?. Retrieved from https://www.thedailybeast.com/can-the-disturbing-rise-of-fake-incest-porn-be-stopped?ref=scroll


Aurora, S. (2017, May 5). ‘Fauxcest’: The Disturbing Rise of Incest-Themed Porn. Retrieved from https://www.thedailybeast.com/fauxcest-the-disturbing-rise-of-incest-themed-porn?ref=scroll.


By The Numbers: Is The Porn Industry Connected To Sex Trafficking?. (2019, July 19). Retrieved from https://fightthenewdrug.org/by-the-numbers-porn-sex-trafficking-connected/.


Choltanukul, T. (2020, May 29). Hentai porn contributes to Thailand’s rape culture, say activists. Retrieved from https://thisrupt.co/society/hentai-porn-contributes-to-rape-culture/?fbclid=IwAR1BSX8KJX54FWCCZA7kSplzgy0DwBy4Idu1t81uZE_TdjHoauInUS4wAyc


Emma, T. (2016, April 1). RAPE CULTURE IN THAILAND. Retrieved from https://undertheropes.com/2016/04/01/rape-culture-in-thailand/?fbclid=IwAR3VLURf7WOHUY-HsIfukE-BYz_jax0iTcKAXzLE3BR4Rz5eHjdSUGPu0zQ


Isaacs, K. (2020, March 9). Pornhub needs to change – or shut down. Retrieved from https://www.theguardian.com/global-development/2020/mar/09/pornhub-needs-to-change-or-shut-down


Jensen, R. (2016, May 25). How porn makes inequality sexually arousing. Retrieved from

https://www.washingtonpost.com/news/in-theory/wp/2016/05/25/how-porn-makes-inequality-sexually-arousing/


What Legally Makes It Child Pornography?. Retrieved from

https://www.hg.org/legal-articles/what-legally-makes-it-child-pornography-38082


What The Porn Industry Has To Do With Sexualizing Minors. (2020, Feb 13). Retrieved from https://fightthenewdrug.org/exploitation-industry-has-to-do-with-normalizing-pedophilia/


Bivona, JM et al. “Women’s Rape Fantasies: An Empirical Evaluation of the Major Explanations,” Archives of Sexual Behavior (2012) 41:1107.


Bivona, JM and. “The Nature of Women’s Rape Fantasies: An Analysis of Prevalence, Frequency, and Contents,” Journal of Sex Research (2009) 46:33.


Quadara, A., El-Murr, A., & Latham, J. (2017). The effects of pornography on children and young people.







6,431 views0 comments
FEMINISTA

Bookstore, Publishing , Training and Resources.

©2020 by feminista. 

Contact Us

  • Facebook
  • Twitter
  • Instagram