เสียงของเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: เราจะฝ่าวิกฤตโควิด 19 ไปด้วยกัน






เนื่องจากสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 9 สิงหาคม ของทุกปีเป็น “วันชนเผ่าพื้นเมืองโลก” เพื่อระลึกถึงชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังเผชิญกับการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบอยู่จนถึงทุกวันนี้ องค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน, V-Day Thailand, เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับ Thaiconsent และ Feminista จึงได้จัดงานเฉลิมฉลองก่อนวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก 2564: “เสียงของเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: เราจะฝ่าวิกฤตโควิด 19 ไปด้วยกัน” ขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองก่อนวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก




มัจฉา พรอินทร์ (ผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้งองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน, ผู้ประสานงาน V-Day Thailand และ Co-President องค์กร International Family Equality Day-IFED) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้และอธิบายถึงความสำคัญของนิยามความหมายและความสำคัญของวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก รวมไปถึงบริบทการทำงานของเธอดังนี้


เราอาจเคยได้ยินวาทกรรม “ชาวเขา” ซึ่งเต็มไปด้วยมายาคติ เช่น ชาวเขาไม่ใช่ชาวเรา และถูกผลักให้เป็นอื่นมาก่อน ระยะต่อมาประเทศไทยให้ความสำคัญกับคำว่า “ชาติพันธุ์” มากขึ้น แต่ถ้าหากอยากสะท้อนความเป็นการเมืองที่ให้ความสำคัญกับมิติ “การเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของความเป็นชาติพันธุ์” คำว่า “ชาติพันธุ์กลุ่มน้อย หรือ Ethnic minority” จะสะท้อนว่าชาติพันธุ์บางกลุ่มยังถูกเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ในขบวนการเคลื่อนไหวปัจจุบันทั้งในระดับชุมชน ประเทศและนานาชาติหันมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโดยใช้คำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการถูกผลักให้เป็นชาติพันธุ์กลุ่มน้อยแล้ว ยังประกอบด้วย


1. การนิยามตนเองว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมืองและได้รับการยอมรับจากชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองว่าเป็นสมาชิก

2. อัตลักษณ์ด้านภาษา วัฒนธรรมและความเชื่อ ฯลฯ ที่ต่างจากกระแสหลัก

4. มีวิถีชีวิตที่ยึดโยงและเป็นส่วนหนึ่งกับที่ดิน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการทำมาหากิน

5. มีประวัติศาสตร์ยาวนานก่อนที่จะมีรัฐชาติ และภายหลังถูกครอบงำโดยแนวคิดอาณานิคม (Colonization) และ/หรืออาณานิคมภายใน (Internal-colonization) ทำให้ได้รับผลกระทบ เช่น ถูกแย่งชิงทรัพยากร ถูกละเมิดสิทธิที่ดิน สูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการตัวเอง มีอุปสรรคในการสืบทอดภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความคิดความเชื่อ ตลอดจนวิถีชีวิตดั้งเดิมของตน ฯลฯ

6. มีความพยายามต่อสู้เพื่อดำรงไว้ซึ่งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซึ่งเชื่อมโยงกับธรรมชาติ


ด้วยองค์ประกอบดังกล่าว จึงสามารถสรุปได้ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแต่ชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังมีชาติพันธุ์กลุ่มน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ


วันที่ 9 สิงหาคม 2546 เป็นวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก ซึ่งปีนี้ขับเคลื่อนด้วยธีมประจำปีว่า “Leaving no one behind: Indigenous peoples and the call for a new social contract” เทศกาลออนไลน์ครั้งนี้จึงเปิดพื้นที่ให้เสียงของเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ได้บอกเล่าถึงบริบทชนเผ่าพื้นเมืองในไทยว่ามีความซับซ้อนอย่างไร เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง พัฒนาชุมชนเพื่อเสริมพลังอำนาจให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองอย่างไรบ้าง รวมทั้งบอกเล่าประสบการณ์การมีส่วนร่วมใน “โครงการเยาวชน ชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และความไม่เป็นธรรมทางเพศ ผ่านการสร้างธุรกิจผ้าทอชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยงสีรุ้ง โครงการฯ นี้ได้สนับสนุน ช่วยเหลือให้เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศและผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีสถานะไร้สัญชาติ บ้านแม่สามแลบให้มีอาชีพ มีรายได้และสามารถเลี้ยงครอบครัวในภาวะวิกฤตโควิด-19 และเสริมศักยภาพ ความเชื่อมั่นในตนเอง รวมทั้งสานต่อวัฒนธรรมทอผ้าชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยง ในชุมชนให้แก่รุ่นต่อไป






น้องแอร์ สายรุ้งยามเย็น เยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ, นักวิจัยเยาวชน COVID19 FPAR และผู้ประสานงานโครงการเยาวชน ชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการ พัฒนาอย่างยั่งยืน (IY4SD) เกิดและเติบโตในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่าซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามมาอย่างยาวนาน คนในชุมชนไม่มีสัญชาติ ไม่มีอาชีพรองรับ ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ บวกกับระบบการศึกษาที่ไม่ได้ “ฟรี” จริงๆ เธอจึงต้องมาทำงานใช้แรงงานในเชียงใหม่ตั้งแต่เด็กเพื่อหาเงินเรียนหนังสือ


เมื่อเป็นคนไร้สัญชาติก็ถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำงาน ถูกโกงค่าแรง เวลาเดินทางมักถูกตำรวจเรียกตรวจและถูกจับ ถ้าไม่มีเงินประกันตัวก็ต้องนอนรอในคุก คำถามจึงเพิ่มพูนขึ้นในใจเรื่อยๆ ว่า ทำไมเราถูกละเมิดสิทธิในชีวิตเช่นนี้ แม้แต่ที่บ้านเกิดของตนก็ไม่มีสิทธิบนที่ดิน ถูกผลักให้ไปตั้งหมู่บ้านในพื้นที่ภัยพิบัติจนต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงว่าจะเจอน้ำท่วม ดินสไลด์ หรือไฟป่าเมื่อไหร่ ซ้ำเมื่อบ้านได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติก็ไม่ได้รับเงินเยียวยา เหตุเพราะไม่มีสัญชาติ


การที่เธอเป็นเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศก็ต้องเผชิญกับความรุนแรงภายในครอบครัว ทั้งการไม่ยอมรับในเพศวิถี ไม่สนับสนุนให้เรียนหนังสือต่อ เพราะเป็นผู้หญิงก็มีหน้าที่ต้องแต่งงานและดูแลครอบครัว หากมีเพศวิถีที่ต่างออกไปก็จะถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อเปลี่ยนแปลงให้กลับมามีเพศวิถีที่สังคมยอมรับ


หลังจากที่น้องแอร์รับทุนการศึกษาจากองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน และได้ร่วมกิจกรรมกับองค์กร เธอก็เริ่มมีความหวังว่าจะมีอนาคตที่ดีขึ้น ได้รู้จักคำว่าสิทธิ ความเท่าเทียม และตัดสินใจลุกขึ้นมาทำงานเพื่อให้ตัวเอง รวมทั้งครอบครัวและชุมชนเข้มแข็ง โดยนำประสบการณ์ของตนซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองไม่มีสัญชาติไปเล่าให้คนฟัง และเป็น “คนชนเผ่าพื้นเมืองที่มีสถานะไร้สัญชาติ” คนแรกที่ได้ไปประชุมเวทีระดับอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปีพ.ศ. 2560 ในการประชุมครั้งนั้นเธอได้พบปะและนำเสนอปัญหาให้กับคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Asean Intergovernmental Commission on Human Right - AICHR) ของประเทศมาเลเซีย เธอจึงได้รู้ว่าเสียงของเธอมีพลัง ที่ช่วยทำให้เกิดการพูดถึงปัญหาของคนที่มีสถานะไร้สัญชาติมากขึ้นในอาเซียน และเธอยังได้ทำวิจัยเชิงปฏิบัติแบบมีส่วนร่วม โดยใช้แนวคิดสตรีนิยม (Feminist Participatory Action Research) จนได้ข้อมูลนำไปเสนอ ขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย ทั้งกับภาครัฐในระดับชุมชน เช่น อบต. ในระดับประเทศ เช่น การจัดเวทีสาธารณะเพื่อนำเสนอปัญหาและการยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อเรียกร้องให้เกิดการช่วยเหลือผู้หญิง เด็ก และเยาวชนชนที่มีความหลากหลายทางเพศ ในชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่มีสถานะไร้สัญชาติซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 ต่อคณะกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ การเสนอปัญหาชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในเวทีระดับนานาชาติ รวมทั้งการเขียนรายงานไปยังกลไก ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึงการเขียนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทย ครั้งที่ 3 (The 3rd circle of Universal Periodic Review (UPR) - Thailand)



มัจฉา พรอินทร์ และน้องแอร์ สายรุ้งยามเย็น เข้าพบคณะกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเรียกร้องการเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐเพราะประสบปัญหาจากสถานการณ์โควิด 19



ทุกวันนี้น้องแอร์ยังคงทำงานในชุมชนร่วมกันองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชนทั้งการให้ความรู้ ก่อตั้งโรงเรียนผู้หญิง เพื่อให้ผู้หญิงได้เรียนหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยทำมาทั้งหมด 5 รุ่นแล้ว จัดกิจกรรมเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศจนเมื่อสองปีที่แล้วตัวเธอเองก็ได้รับการยอมรับจากครอบครัวและชุมชน น้องแอร์ยังเป็นคนแรกที่ไปยื่นขอสัญชาติที่อำเภอด้วยตัวเอง รู้ว่ากว่าจะได้มาต้องใช้ทั้งเวลา เงิน และข้อมูล เมื่อทำเองได้สำเร็จเธอจึงจัดทำกระบวนการขอสัญชาติเพื่อช่วยคนในชุมชนยื่นขอสัญชาติ


ในภาวะวิกฤติโควิด คนในชุมชนเจอวิกฤติอาหารและความยากจนฉับพลัน ก็มีการร่วมระดมทุนให้ความช่วยเหลือร่วมกับองค์กรต่างๆ ถึง 10 ครั้ง ระดมทุนการศึกษาให้เยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษารวม 30 คน และรวมถึงริเริ่มโครงการผ้าทอกะเหรี่ยงร่วมสมัยสีรุ้งเพื่อสร้างอาชีพให้ผู้หญิงด้วย



น้องแอร์ สายรุ้งยามเย็น ,ศิริวรรณ พรอินทร์ และมัจฉา พรอินทร์ ระหว่างเสวนาออนไลน์



ศิริวรรณ พรอินทร์ Asian Girl Award and Asian Girl Award Ambassador 2020, อาสาสมัครองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน และ สมาชิกโครงการชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (IY4SD) เล่าต่อถึงที่มาที่ไปของโครงการผ้าทอกะเหรี่ยงร่วมสมัยสีรุ้งว่า จากบริบทของเธอมีความเข้าใจและมีแรงบันดาลใจที่จะต้องสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และความเป็นธรรมทางเพศ เนื่องจากเธอเติบโตในครอบครัวที่ผู้ปกครองมีความหลากหลาย เธอมีแม่ 2 คน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ถูกยอมรับทางกฏหมายจึงถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายมิติ รวมทั้งเธอมองเห็นปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ยังมีการเลือกปฏิบัติ/การบุลลี่ ด้วยเหตุแห่งชาติพันธุ์/ชนเผ่าพื้นเมือง มิติทางเพศ มิติทางร่างกาย ฯลฯ โดยรูปแบบความรุนแรงมีทั้งการใช้ถ้อยคำพูดดูหมิ่นเหยียดหยาม การคุกคาม ซึ่งการถูกเลือกปฏิบัตินี้สามารถเกิดขึ้นในหลากหลายมิติอย่างซับซ้อน เพียงเพราะมีอัตลักษณ์ชายขอบที่ไม่เป็นกระแสหลัก เธอจึงรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เรื่องเหล่านี้ได้เป็นที่พูดถึงในสังคม เริ่มเขียนบทความเพื่อต่อต้านการบุลลี่ในสถานศึกษา รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ จนกระทั่งสองปีที่แล้ว เธอจึงได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน เข้าร่วมการประกวด Asian Girl Award 2020 ได้รับเลือกให้เป็นยุวทูตระดับเอเชียสาขาสิทธิมนุษยชน รางวัลนี้มอบโดยองค์กร The Garden Of Hope Foundation ประเทศไต้หวัน



การมีส่วนร่วมทำงานให้กับองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน ทำให้เธอได้เรียนรู้และตระหนักว่าเด็ก ผู้หญิงและเยาวชนชนที่มีสถานะไร้สัญชาติ ในชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองมีสถานะไร้สัญชาติ บ้านเม่สามแลบ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างแสนสาหัส จึงทำให้แกนนำเยาวชนชนชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ ร่วมกับองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล และนำไปสู่การให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ตลอดจนเกิดการอบรมเสริมศักยภาพเด็ก เยาวชน ชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศและผู้หญิง ซึ่งนำไปสู่การนำเสนอความต้องการของกลุ่มผู้หญิงไร้สัญชาติว่าอยากมีอาชีพ มีรายได้ เพื่อออกจากปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน



องค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชนกับกลุ่มผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่เข้าร่วมอบรมในโรงเรียนผู้หญิง



พวกเราจึงก่อตั้งกลุ่มเยาวชน ชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน - สร้างสรรค์อนาคตเยาวชน (IY4SD: Indigenous Youth For Sustainable Development) เราดำเนินงานโดยได้ปรึกษากับผู้หญิงและอบต.บ้านแม่สามแลบ หลังจากเราได้สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้หญิงและชุมชนแล้ว เราจึงได้เริ่มพัฒนาแนวคิดทางด้านธุรกิจและเขียนโครงการเข้าประกวด Youth Co-Lab 2020/UNDP Thailand จากการเข้าร่วมประกวดทำให้เราผ่านการคัดเลือกเป็น 10 ทีม ที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมพัฒนาศักยภาพและแนวคิดด้านการทำธุรกิจ ตลอดจนผ่านการ Piching/นำเสนอแผนธุรกิจ จนสามารถผ่านเข้ารอบ 5 ทีมสุดท้าย ที่ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท ในการทดลองเริ่มทำธุรกิจตามแผน ซึ่งนี่เองเป็นที่มาของการเริ่มทดลองทำธุรกิจผ้าทอชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยงสีรุ้งอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการเยาวชน ชนเผ่าพื้นเมืองเมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยืน นอกจากเราจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Youth CoLab/UNDP Thailand แล้ว เรายังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน องค์กรส่งเสริมธุรกิจเพื่อผู้หญิงและชุมชน Chimmuwa และ ThaiConsent ที่ทำให้เราสามารถอบรมเสริมศักยภาพผู้หญิงไร้สัญชาติ 30 คนในมิติความเป็นผู้นำ สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเพศ และแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างมีส่วนร่วม


หลังจากได้ทดลองทำธุรกิจ เราได้นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการฯ และการประกวดเพื่อชิงชนะเลิศ เพื่อจะได้เป็น 1 ใน 2 ทีมสุดท้ายที่จะได้รับเงินทุนสนับสนุน 100,000 บาท จาก Youth CoLab/ UNDP Thailand ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า เราชนะเลิศและได้รับเงินรางวัล 100,000 บาทมาขยายการทำธุรกิจผ้าทอชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยงสีรุ้ง ทำให้เราสามารถขยายจำนวนการอบรมเสริมศักยภาพให้กับผู้หญิง ทั้งในมิติสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเพศ ความเป็นผู้นำ แนวทางการทำธุรกิจแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งการออกแบบ การผลิตสินค้าผ้าทอชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยงสีรุ้งให้มีเอกลักษณ์ คุณภาพ งดงาม ประณีต และมีจุดขายในแง่ของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะวัตถุดิบคือเส้นใยฝ้ายธรรมชาติ 100% ย้อมสีธรรมชาติ 6 สีและเป็นงานคราฟต์


จากจุดเริ่มต้นที่ไม่มีคนในชุมชนสนใจทอผ้า ไม่ได้ให้คุณค่าเรื่องการอนุรักษ์วัฒนธรรมผ้าทอชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยง จนมีผู้หญิงเข้าร่วมโครงการฯ ของเรากว่า 30 คน แม้ช่วงแรกจะมีผู้หญิงที่สนใจทอผ้าเพียง 2 คน เพราะหลายคนที่มาร่วมโครงการไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ แต่พอทั้ง 2 คนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทอย่าม ผ้าทอชนเผ่ากะเหรี่ยงสีรุ้ง 2 ใบแรกของโลกออกมาได้ พวกเราก็ดีใจมากที่ได้สร้างโอกาสให้กันและกัน และเมื่อเราเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้หญิงว่าพวกเธอมีทักษะ ความสามารถ และทำได้ ทำให้ท้ายที่สุดในรุ่นที่ 1 เรามีกลุ่มผู้หญิงทอผ้าทั้งสิ้น 6 คน ซึ่งตอนนี้เมื่อเราเปิดรับรุ่นที่ 2 ก็มีการอบรมเสริมศักยภาพผู้หญิงอีกหลายสิบคน และมีผู้หญิง ชนเผ่าพื้นเมืองไร้สัญชาติเข้ามาร่วมทอผ้าเพิ่มอีก 5 คน จนตอนนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 11 คน และที่สำคัญคือ ผู้หญิงรุ่นแรกเป็นผู้ถ