เมื่อฉันอ่านสปีชของ Toni Morrison และ A Killjoy Manifesto หลังมีคนบอกว่าพวกเฟมินิสต์มันน่ารำคาญ



ภาพการแสดงละคร Smashing Brahmanical Patriarchy ของผู้หญิงดาลิต ในงานประชุม Dalit Women Speak Out 2017 ที่ Savitribai Phule Pune University. India



หลังผ่านช่วงเวลาที่คนจำนวนมากลุกมาส่งเสียงว่าเราไม่เอาสิ่งที่เคยทำต่อๆกันมา จำพวกมุกตลกข่มขืน สำนวนภาษาที่เหยียดเพศ คำนำหน้าที่เราใช้เรียกกันโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม ไปจนถึงการหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์ด้วยโดยไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ พวกเรายืนกรานว่านั่นคือความรุนแรง ความรุนแรงผ่านภาษา ความรุนแรงที่อาจมองเห็นได้ยากหากไม่พยายามมากพอ ความรุนแรงที่ค่อยๆสะสมอยู่ในโครงสร้าง ในระบบ และเราหลายๆคนก็ไม่เคยรู้เลยว่ามันคือความรุนแรงและมันเป็นความรุนแรงได้อย่างไร


ใครบางคนบอกว่า พวกที่ทักท้วงเรื่องภาษา คำต่างๆ ว่ามีผลกระทบนั่นนี่ ก็เหมือนพวกที่ใช้กฎหมาย112 ปิดปากไม่ให้พูด ปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด


ใครบางคนบอกว่า การเรียกร้องเรื่องเพศของเฟมินิสต์ เป็นเรื่องศีลธรรมทางเพศ ไม่ต่างกับกฎหมายของเผด็จการ


ฉันคิดว่าคนที่ออกมาทักท้วงเรื่องการใช้ภาษาที่เหยียดเพศหรือการใช้คำที่ส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มอื่นๆ คนเหล่านี้ไม่เคยมีกฎหมาย ไม่มีอำนาจที่จะบังคับคุมขังใคร แต่มีเพียงคำเรียกร้องในพื้นที่ที่เล็กมากๆและไม่มีอำนาจใดนอกจากการใช้ภาษาหรือถ้อยคำเพื่อโต้แย้งว่า เขาหรือพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการใช้คำเหล่านั้นอย่างไร พวกเขาได้รับผลกระทบอะไรจากคำเหล่านั้น


เช่นเดียวกัน การเรียกร้องของคนที่ถูกใช้ความรุนแรงทางเพศ ไม่ใช่เรื่องของการทำให้คนทุกคนเป็นคนดีมี 'ศีลธรรม' แต่เป็นการเรียกร้อง 'ความยุติธรรม' จากสังคม เป็นการเปล่งเสียงของผู้ถูกกดขี่ การเรียกร้องของคนกลุ่มนี้ไม่เคยมีอาวุธ ไม่เคยมีกฎหมายที่ให้อำนาจลงโทษ ไม่มีการตามฆ่าตามอุ้ม แบบที่ใครหลายคนพยายามกล่าวหาว่ามันไม่ต่างอะไรจากกฎหมายของเผด็จการ เช่นเดิม คนที่ออกมาเรียกร้อง มีเพียงพื้นที่ทางตัวอักษร พื้นที่เดียวที่จะพูดหรือส่งเสียงออกไปได้


สำหรับฉันที่มีเพียงอำนาจจากการใช้ภาษา ใช้อำนาจผ่านตัวอักษรในที่ตรงนี้ ฉันมองเห็นว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามหรือชี้นิ้วกลับไปยังผู้พูดทักท้วงหรือผู้ที่ออกมาเรียกร้องว่าเรื่องมากเกินไป คิดเล็กคิดน้อย คลั่งศีลธรรม หรือเป็นเผด็จการ คือผลพวงของการถูกทำลายความสุขอย่างที่ซาร่า อาเหม็ด เคยเขียนไว้ใน A Killjoy manifesto


เฟมินิสต์พยายามขัดขืนกับอำนาจผ่านภาษา เฟมินิสต์พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยกดขี่บีฑาคนกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะจากปัจจัยทางชนชั้น สีผิว เพศ ศาสนา ฯลฯ เฟมินิสต์พยายามจะชี้ให้เห็นปัญหาที่ผู้ก่อปัญหาไม่อยากเห็น เฟมินิสต์พยายามจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่รวมถึงการกดขี่ผ่านภาษาด้วย เฟมินิสต์รบกวนความเคยชินที่ผู้กดขี่ได้กระทำการซ้ำซากต่อผู้ถูกกดขี่ ดังนั้นคนที่เคยมีความสุข คุ้นเคย และสนุกสนานกับการกระทำต่างๆ การใช้ภาษาที่เหยียดเพศ การหัวเราะขบขันบนความเจ็บปวดของผู้ถูกกดขี่ ก็ไม่มีทางที่จะยอมรับการพยายามพลิกผืนพรมอันอ่อนนุ่มที่พวกเขาเคยเหยียบย่ำในทุกๆวันอยู่แล้ว พวกเขาไม่เคยต้องการให้มีรอยตะปุ่มตะป่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าที่ย่ำลงไปบนผืนพรมพวกนั้น ที่ๆใต้ผืนพรมคือบรรดาเหล่าผู้ถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศที่แหลกสลายทั้งร่างกายและจิตใจ (ใช่ ฉันใช้คำว่า 'ทารุณกรรม' กับมุกตลกข่มขืน ถ้อยคำล้อเลียนทางเพศ การจงใจเรียกคำนำหน้าที่ไม่ตรงเพศสภาพทั้งหมดนั้น เพราะมันทำให้พวกเราทุกข์ทรมาน)


ความผิดจึงตกอยู่กับพวกเฟมินิสต์ทั้งหมดที่พยายามจะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กแค่ไหน ภาษาที่พวกเขาใช้ มุกตลกที่เกี่ยวกับการข่มขืนต่างๆ การเย้ยหยันคนข้ามเพศด้วยการเรียกว่านาย ลุง นางสาว ซ้ำๆ แม้พวกเขาจะรู้ดีว่าคนข้ามเพศเหล่านี้กว่าครึ่งถูกล้อเลียนกลั่นแกล้งทุกวันในโรงเรียน ในที่ทำงาน ถูกไล่ออกจากบ้าน ถูกบำบัดทางเพศ แต่พวกเขายืนกรานว่าการเล่นมุกตลกขำขัน เรียกชื่อคนข้ามเพศด้วยนามที่เจ้าตัวไม่อยากได้ยิน เป็นสิ่งที่ทำได้และหากใครเรียกร้องให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง คนเหล่านั้นก็แค่ Over PC หรือเป็นนักศีลธรรมตัวยง ทั้งๆที่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับความถูกต้องทางการเมืองหรือศีลธรรมแบบดาษๆเลย


พวกเราแค่อยากได้ความยุติธรรมและการเคารพกันง่ายๆบนพื้นฐานหลักการ ‘คนเท่ากัน’ ที่พวกเขาท่องอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเวลาเขียนงานวิชาการหรือปราศรัยบนเวทีทางการเมืองหรือเอ่ยอ้างเชื้อเชิญให้เข้าร่วมกับเหล่าสหายมาร์กซิสต์ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน

การทักท้วงเรื่องการใช้ภาษาหรือถ้อยคำ และการออกมาพูดถึงปัญหาความรุนแรงทางเพศ ที่ถูกมองว่าเป็นแนวคิดเผด็จการ เป็นราวกับกฎหมาย 112 จึงเป็นข้อกล่าวหาที่พยายามจะปิดปากคนที่พยายามตะโกนส่งเสียงเพียงเท่านั้น เป็นแค่การบิดเบือนข้อเท็จจริงพื้นๆให้เราที่เป็นผู้ถูกกดขี่ กลายร่างเป็นผู้กดขี่ซะเอง เพียงแค่เพราะพวกเขาไม่เคยอยากเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง และไม่เคยมองเห็นว่าการส่งเสียงตะโกนโหวกเหวก เสียงร่ำไห้อ้อนวอน เสียงความเจ็บปวดเจียนตายผ่านภาษาเหล่านั้น ควรได้รับการรับฟัง


ในขณะที่นักวิชาการ นักรอบรู้ทั้งหลาย สาธยายให้เหล่าเฟมินิสต์เข้าใจแนวคิดสังคมนิยม อนาคิสต์ ประชาธิปไตย เสรีภาพและความเท่าเทียมในแบบฉบับของพวกเขา และพร่ำบ่นว่าเหล่าเฟมินิสต์นั้นต้องทำความเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นให้มาก เพื่อที่จะเรียกร้องได้ถูกต้อง สวยงาม สุภาพและน่าฟัง เพื่อที่พวกเขาจะได้สนับสนุนได้อย่างเต็มใจ


แท้ที่จริงแล้ว เหล่าเฟมินิสต์ที่พวกเขาพยายามชี้แนะนั้น มองเห็นปัญหาต่างออกไป พวกเรารู้ว่าทุนนิยมทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าแรงงานและก่อให้เกิดความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในบ้านได้อย่างไร พวกเรารู้ว่ารัฐเข้ามาควบคุมมดลูกของเราได้อย่างไร พวกเรารู้ว่าศาสนา จารีต สื่อ กฎหมาย สถาบันกษัตริย์ กองทัพทหาร ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งการกดขี่ทางเพศได้อย่างไร แต่ผู้ที่พร่ำสั่งสอนว่าเฟมินิสต์ควรเป็นนักสังคมนิยม นักอนาธิปไตย นักต่างๆนั้นต่างหากเล่า ที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศที่พวกเราพร่ำพูดเสมอมา พวกเขามองไม่เห็นจุดบอดของตัวเอง แต่อวดอ้างถึงทฤษฏีอันโอ่อ่าและความรอบรู้ของตัวเองว่าสามารถอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุกสิ่ง แต่พวกเขาไม่แม้แต่จะสดับรับฟังเสียงของเฟมินิสต์ที่พร่ำพูดซ้ำๆว่าความรุนแรงทางเพศคืออะไร และความยุติธรรมทางเพศคืออะไร


ถึงที่สุดแล้ว เฟมินิสต์อาจไม่ได้หัวรั้น เฟมินิสต์อาจไม่ได้กำลังทำตัวงี่เง่าประสาทแดกแบบที่พวกเขากล่าวหาแปะป้ายให้ทุกเมื่อเชื่อวันก็ได้ แต่การมีอยู่ของเฟมินิสต์ที่ถึงแม้จะไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใดๆ ไม่มีอำนาจทางทหารใดๆเลยก็ตาม แค่การมีอยู่ของเฟมินิสต์ที่โผล่มาตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง นั่นต่างหากที่รบกวนใจและวิถีชีวิตอันแสนสงบของเหล่าผู้รอบรู้ นักสังคมนิยมตัวพ่อ หรือนักวิชาการที่พร่ำบ่นก่นด่าเฟมินิสต์ในแพลทฟอร์มต่างๆ ว่าพวกนี้ก็เป็นแค่พวกที่ยังติดอยู่ใน 'cultural turn' ทั้งๆที่พวกเราได้เดินมาไกลจากจุดนั้นมากแล้ว


คำถามจึงกลายเป็นว่า หรือพวกเราเดินนำพวกเขาเหล่านั้นมาไกลเกินไป ไกลเกินกว่าที่พวกเขาจะเดินตามมาทัน และสิ่งที่พวกเขาทำได้ จึงเป็นเพียงแค่การพยายามฉุดรั้งเหล่าเฟมินิสต์เอาไว้ เพราะพวกเขารับไม่ได้ที่เห็นพวกเราเดินมาไกลเกินจากจุดที่พวกเขาอยากให้พวกเราเป็น




ฟังสปีชของ Toni Morrison ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=ticXzFEpN9o

อ่านแถลงการณ์คิลจอยได้ที่

https://namkheun.com/2021/01/a-killjoy-manifesto/

https://read.dukeupress.edu/books/book/1933/chapter-abstract/191616/Conclusion-2A-Killjoy-Manifesto?redirectedFrom=fulltext









ดู 531 ครั้ง0 ความคิดเห็น